อันตรายที่อาจเกิดจาการใส่เสื้อผ้ามือสอง

        หลายคนมีปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือนจำเป็นต้องประหยัดในการใช้จ่าย ดังนั้นการซื้อเสื้อผ้าบางครั้งก็เลือกที่จะซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใส่ หรือบางคนก็มีฐานะดี แต่เห็นแบบเสื้อผ้าแล้วถูกใจก็ซื้อมาใส่ ซึ่งการเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใส่นั้นเราไม่รู้เลยว่าเจ้าของคนเก่ามีการักษาความสะอาดตัวเองมากแค่ไหน เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนังหรือไม่ ดังนั้น เมื่อเราซื้อเสื้อผ้ามือสองมาแล้วอย่างแรกที่ต้องทำคือทำความสะอาดเสื้อผ้าก่อนที่จะใส่ทุกครั้ง

เพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อนที่ติดมากับเสื้อผ้าจะมาติดต่อหาเราได้ ซึ่งหากเสื้อผ้ามือสองที่เราซื้อมามีเชื้อโรคอาจจะทำให้เราเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น โรคกลาก เกลื้อน หรือแม้แต่โรคหิด และในเสื้อผ้ามือสองอาจจะมีการสะสมของตัวไรฝุ่น ทำให้เราเป็นโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน ซึ่งจะมีผลทำให้ผิวหนังของเราอักเสบ มีอาการผิวหนังขึ้นผื่น ซึ่งหากคนที่เป็นเจ้าของก่อนหน้าเราเป็นโรคเกี่ยวกับกลากหรือเกลื้อนจะทำให้เราติดโรคนนั้นมาได้

และอาการของโรคกลากหรือเกลื้อนคือ จะมีผื่นขึ้นที่ผิวหนังและมีขอบวงคล้ายๆวงแหวน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีอาการตามร่มผ้า ซึ่งหากเราเจอผิวหนังของเราเป็นแบบนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาด่วน และหากเราติดโรคหิดมา จะมีตุ่มคันกระจายไปทั่วตัวและจะมีอาการคันมากในตอนกลางคืน ส่วนกลางวันจะมีอาการปกติ ซึงโรคหิดสามารถติดต่อกลับคนในครอบครัวคนอื่นๆได้ด้วย ดังนั้น การหาซื้อเสื้อผ้ามือสองมาใส่จึงควรใส่ใจเรื่องของความสะอาดมากเป็นพิเศษ 

          การทำความสะอาดเสื้อผ้ามือสองนั้นเมื่อเราซื้อมาแล้วอย่าเพิ่มใส่ ควรนำมาซักด้วยผงซักฟอกให้สะอาดและตากแดที่มีแดดแรงๆเพื่อได้แสงแดดฆ่าเชื้อโรค ส่วนการซักนั้นหากเป็นไปได้ควรซักด้วยน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิอย่างน้อย 60 องศาโดยแช่น้ำทิ้งไว้เลยประมาณ หนึ่งชั่วโมงเพื่อเป็นการฆ่าหิด หรือเหาที่อาจจะติดมากับเสื้อผ้า และถ้าหากเราซักทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่มีการนำมาใส่แล้วเกิดรอยผื่นหรือว่ามีอาการคัน ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที

       ซึ่งอันตรายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจจะไม่ได้เกิดกับเสื้อผ้าทุกตัวและไม่ได้เป็นการพูดเพื่อให้กลัวการใส่เสื้อผ้ามือสองแต่เป็นการเตือนให้ระวังก่อนที่จะมีการใช้งานเท่านั้น เพื่อเวลาทีเราสวมใส่เราจะได้สบายใจว่าเราจะไม่มีโรคติดต่อตามมาด้วย ซึ่งขั้นตอนการทำความสะอาดเสื้อผ้าก็เป็นขั้นตอนตามปกติที่เราใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้าเราเป็นประจำอยู่แล้ว 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

หากเป็นโรคไทรอยด์รักษาได้อย่างไร

                   หลายคนคงทราบกันดีถึงอาการของโรคไทรอยด์กันมาบ้างแล้ว และคงทราบกันดีแล้วว่าหากเป็นโรคไทรอยด์แล้วมีผลเสียต่อตัวเราอย่างไรบ้าง ซึ่งลักษณะอาการของโรคที่แสดงออกจะแตกต่างการบางคนระบบไทรอยด์ก็ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติด้วยการเร่งการเผาผลาญในร่างกายให้ร่างการเผาผลาญเร็วมากเกินไป ทำให้กินเยอะขึ้นแต่ก็ไม่อ้วนกลับผมลงจนน่าตกใจแต่บางคนก็ดันไปชะลอระบบการเผาผลาญทำให้อ้วนขึ้นจนน่าเกลียดทั้งที่กินเท่าเดิมหรืออาจจะน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรามากเช่นกัน ซึ่งหากเราสงสัยว่าตนเองอาจจะเป็นโรคไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

หรือไทรอยด์เป็นพิษควรรีบรักษา ซึ่งการตรวจรักษาจะค่อนข้างตรวจเยอะมากเพราะไทรอยด์เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนจะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะหลายตำแหน่ง ดังนั้นคุณหมอจะต้องตรวจให้ละเอียดโดยจะตรวจสอบว่าส่วนไหนที่มีอาการที่ไม่ได้เกิดมาจากโรคไทรอยด์บ้างและเมื่อทำการตรวจและประเมินได้แล้วขั้นตอนการรักษาขั้นตอนแรก คือการให้ทานยาดูก่อน ซึ่งจะมียาให้คนที่เป็นโรคไทรอยด์ทดลองทานอยู่ 2 ตัวโดยทั้งสองตัวนี้มีไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งหลังจากทานยาเข้าไปแล้ว

ต้องคอยติดตามผลประมาณ 1 -2 เดือนว่ายาที่ทานเข้าไปสามารถทำปฏิกิริยากับต่อมไทรอยด์ได้หรือไม่  ซึ่งบางรายแค่เพียงทานยาก็สามารถรักษาโรคไทรอยด์ให้หายขาดได้ แต่บางรายอาการก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งการรักษาด้วยยาทั้งสองกลุ่มนี้แพทย์จะให้ลองทานแค่ประมาณ 1 -2 ปีเท่านั้นหากไม่หายต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาเพราะการทานยาสองกลุ่มนี้มากๆจะมีผลกระทบกับการทำงานของตับและทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลงได้ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต    ซึ่งวิธีการต่อมาคือการกินสารรังสี ซึ่งผลตอบรับทางการรักษาด้วยวิธีการนี้ค่อนข้างดี และมีการทำการักษาแบบนี้มานานกว่า 60 แล้วแต่จะมีผลทำให้ต้องการฮอร์โมนทดแทน

เพราะการรักษาแบบนี้จะเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ  และการรักษาอีกกรณีสำหรับเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่รักษาด้วยการกินยา และการกินสารรังสีก็คือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดต่อมไทรอยด์นี้แพทย์จะเป็นคนพิจารณาเองว่าจะผ่าหรือไม่ ส่วนใหญ่ที่จะผ่าเพราะแพทย์จะดูแล้วว่าหากทิ้งไว้ต่อมไทรอยด์มีโอกาสเสี่ยงที่จะลามเป็นโรคมะเร็งได้ เนื่องจากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ค่อนข้างที่จะมีความเสียงในการที่อาจจะตัดไปถูกเส้นประสาทที่ควบคุมเส้นเสียง ดังนั้นการผ่าตัดจึงมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการักษา

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ผลไม้อะไร ที่กินแล้วไม้อ้วน มาดูกัน

สาวๆที่ลดน้ำหนัก คงอยากจะหาของหวานหรือน้ำหวานกินเวลาน้ำตาลตกใช่ไหมละ คุณลองหันมาเลือกกินผลไม้แทนดูสิ ได้ความหวานแต่ไม่อ้วนด้วยนะ วันนี้เรามีผลไม้ที่สาวๆรักสุขภาพ รักหุ่น มาฝากกัน ไปดูสิว่ามีอะไรบ้าง

แตงโม 

แตงโมเป็นผลไม้ที่ให้ความหวานและให้น้ำ แถมมีเส้นใยอาหารเยอะด้วย ซึ่งจะทำให้คุณอิ่มไว อิ่มนานมากขึ้น และมีแคลอรีต่ำ ทำให้คุณไม่อ้วนอีกด้วยนะ นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยลดความดันของเลือด และ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วยนะ ถ้าสาวๆหรือใครที่รักสุขภาพ ลองหันมากินแตงโมดูสิ ถ้ากินก่อนมื้อหลักทำให้อิ่มเร็วด้วย และแตงโมกินแล้วยังช่วยเรื่องคลายร้อนด้วยนะ 

มะนาว 

มะนาวเป็นผลไม้ช่วยเรื่องเพิ่มเผาผลาญของร่างกายด้วยนะ บางคนไม่รู้สินะ นอกจากช่วยเรื่องเผาผลาญแล้วก็ยังช่วยเรื่องกระตุ้นระบบย่อยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ดีอีกด้วย คุณลองตื่นมาแล้วกินน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวทุกๆเช้าดูสิ ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและผิวพรรณของคุณด้วยนะ นอกจากนี้มะนาวเองยังอุดมไปด้วยวิตามินซีจำนวนมากทำให้ลดการเป็นหวัดของคุณได้ด้วยนะ

ตระกูลเบอร์รี่

ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ที่มีรสหวานอมเปรี้ยว ให้แคลอรีต่ำ ยกตัวอย่างเช่น สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ หรือ บลูเบอร์รี่ หากคุณได้กินแล้วจะช่วยให้คุณอยู่ท้องนาน เพราะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้นมีน้ำค่อนข่างเยอะ ซึ่งเหมาะกับสาวๆที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก คุณลองกินเบอร์รี่ต่างๆคู่กับ กราโนล่า หรือ โยเกิร์ต ดูสิ รับรองอยู่ท้อง แถมอร่อยด้วยนะ นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องผิวพรรณให้คุณเปล่งปลั่งด้วย

ส้มโอ 

ส้มโอ หวานแต่ไม่อ้วนนะ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำ และมีรสชาติหวาน แต่แคลอรีกลับไม่เยอะนะ หันมากินส้มโอเวลาที่คุณอยากหาน้ำหวานหรือน้ำอัดลมกินดีกว่านะ สดชื่นเหมือนกันแต่ไม่อ้วนเท่าน้ำหวานแน่นอน นอกจากนี้ยังมีสารจำเป็นอย่างสารต่อต้านอนุมูลอิสระด้วยนะ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถช่วยในการดูแลสุขภาพ

สับปะรด 

สับปะรด เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยเส้นใย และเอนไซม์ที่ดี ที่สามารถช่วยปรับกระบวนการย่อย และยังช่วยขับถ่ายดีอีกด้วย ตัวสับปะรดนั้นมีวิตามินซีสูงซึ่งจะช่วยเรื่องผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส นอกจากนี้ยังช่วยในการลดพุงเราทางอ้อมเพราะมีเอนไซม์ที่ไปเพิ่มกระบวนการย่อยให้ดีขึ้นด้วย คุณลองกินผลไม้สัก 3-4 ชิ้น หลังกินอาหารมื้อเย็นเสร็จดูสิ มันจะทำให้คุณรู้สึกสบายท้องมากขึ้น 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอยออนไลน์

ไนโตรเจนออกไซด์ สารในบุหรี่มวน

อีกหนึ่งสารที่บังคับไม่ให้มันมาไม่ได้ เพราะมันอยู่ในใบยาสูบอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องจุดบุหรี่มวนอะนะ นั้นเลยทำให้เกิดการเผาไหม้ใบยาสูบ แล้วมันก็กลายเป็นสารอันตรายต่างๆที่ไม่น่าพึงประสงค์เลย แล้วเจ้าตัวนี้ก็มีผลต่อร่างกายเราโดยตรงด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำอะไรมากมาย มันแค่กระตุ้นให้หัวใจของเรานั้นเต้นเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ไอ้การที่หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้นนี่เอง

ที่ถ้าเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่างๆ เพราะหัวใจเรานี่ถ้าเกิดว่าได้รับการเต้นแรงนานๆเข้านั้น ก็คงรู้กันดีว่าส่งผลต่ออะไรต่อมิอะไรอย่างมากมาย อย่างแรกเลยก็ความดันยังไงล่ะ ที่เป็นต้นเห็นของโรคหลายต่อหลายชนิดเลย ซึ่งจริงๆแล้วเจ้าสารนี้ก็เพียงทำแค่อย่างเดียวเองนะ นี่หัวเสียจริงๆนะ

ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้รู้จักสารอันตรายต่างๆในโลกนี้สักเท่าไหร่ เพราะมันมีอยู่มากมายมหาศาลยิ่งนัก แล้วหนึ่งในหลายชนิดกลับอยู่ในบุหรี่ ที่จริง เราต้องยอมรับความจริงว่า ทุกสารบนโลกนี้เป็นสิ่งที่ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายมากเกินไป ย่อมมีผลต่องชีวภาพของร่างกายอย่างยิ่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะตัวไหนก็ตาม แม้แต่ออกซิเจนที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นก๊าซสำคัญที่เราต้องเอามาใช้หล่อเลี้ยงร่างกายด้วยซ้ำไป กลับต้องกาลยเป็นสารพิษที่ไม่ดีต่อร่างกาย ถ้าได้รับเยอะเกินไปเช่นกัน บุหรี่นี้ช่างเป็นมัจจุราชของแท้เลยนะ อย่างไงก็แล้วแต่ เจ้าไนโตรเจนออกไซด์นี้ ก็เป็นสารที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยเมื่อสูบบุหรี่นี้ อะไรๆก็ช่างน่ากลัวขึ้นมาจริงๆ สำหรับเจ้าบุหรี่นี้ ยิ่งสูบก็ยิ่งเสี่ยง อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยจริง

การตัดสินใจเป็นของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นคิดให้ดีเกี่ยวกับเจ้าบุหรี่นี้เถอะ มันไม่ได้นำพาอะไรดีๆมาให้ร่างกายเราเลย นำพามาแต่ความตายในอนาคตเพียงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นคือ มันจะนำพาความตายไปยังบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเรายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย ถ้าคนๆนั้นเป็นอะไรเพียงเพราะเรานั้นสูบบุหรี่ไปล่ะ เราจะมีหน้าไปมองพวกเขาไหม

เราจะขอโทษยังไงให้เราหายรู้สึกผิดได้กัน มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยใช่ไหมล่ะ เพราะอย่างนี้แล้วก็อย่าได้ไปสัมผัสมันเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปด้วย นี่ก็พูดมาถึงสารอันตรายหลายชนิดแล้วนะ แต่ละชนิดก็ร้ายๆทั้งนั้นเลย ขนาดเขียนเองยังกลัวๆอยู่เลยที่เคยสูบไปแล้วเลิกไม่นาน น่าจะยังมีสะสมอยู่ในตัวเราอยู่แน่ๆล่ะ จะทำยังไงให้เอาออกไปให้หมดได้นอกจากรอเวลา

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

อาการเบื้องต้นของโรคหูน้ำหนวก

หูน้ำหนวกก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่เกี่ยวกับหูที่เราไม่ควรให้เกิดขึ้นเพราะจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราเพราะจะทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากมากขึ้น หูน้ำหนวกเป็นอาการอักเสบของหูส่วนกลางเฉียบพลันและจะมักพบในเด็ก ส่วนมากจะมาจากภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น เช่นการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ และสาเหตุหลักๆมาจากการมีอาการอักเสบติดเชื้อบริเวณของโพรงจมูกกับคอหอย เช่น ทอนซิลอักเสบ คอหอยอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ

จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียผ่านเข้าสู่ท่อยูสเตเชี่ยนไปที่หูส่วนกลาง และทำให้หูส่วนกลางอักเสบส่วนอาการที่แสดงนั้น เช่น มีของเหลวและน้ำมูกคั่งในหูส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้รู้สึกปวดหูและเกิดอาการหูอื้อได้ ยิ่งถ้าหากมีของเหลวและน้ำมูกจำนวนมากก็จะยิ่งทำให้มีอาการปวดหูและหูอื้อมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรงมากจนทำให้ของเหลวกลายเป็นหนองและดันเยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูได้นั้นจะส่งผลให้อาการปวดหูจะรุนแรงขึ้น เมื่อของเหลวและน้ำหนองไหลออกมาที่หูส่วนนอก อาการปวดหูจะลดลงแต่อย่างไรก็ตาม แก้วหูทะลุอาจมาจากสาเหตุอื่นก็ได้ เช่น ใช้ไม้แคะหูแล้วไปโดนเยื่อแก้วหูโดยตรง หรืออาจกระทบทางอ้อมจากแรงกดของอากาศหรือน้ำก็เป็นได้เช่น ถูกฝ่ามือตบบ้องหู กระโดดน้ำจากที่สูง เป็นต้น และถ้าหากถามถึงวิธีการรักษานั้น เราก็สามารถรักษาได้เบื้องต้นเช่นหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะทำให้หูของเราเกิดอาการหูน้ำหนวก เช่น การไม่กระโดดน้ำจากที่สูง

การรักษาตัวให้แข็งแรงไม่ให้เกิดโรคที่ทำให้เกิดหูน้ำหนวกนั้นเอง หรือสามารถพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน และโรคหูน้ำหนวกเป็นอีกหนึ่งโรคที่อันตรายมาก เพราะเป็นโรคที่สามารถทำให้เราอาจจะหูหนวกไปเลยก็ได้ เพราะหูชั้นข้างในเกิดการอักเสบ หรืออาจจะมีหนองซึ่งถ้าหากไม่รีบรักษาก็จะทำให้น้ำหนองที่อยู่ข้างในหูเกิดอาการเน่า

และทำให้หูชั้นในไม่ได้ยินจนอาจจะเกิดโรคหูตึง ซึ่งถ้าหากเกิดโรคหูตึงแทรกซ้อนขึ้นมาก การรักษาก็จะยากมากมาก และถ้าหากรักษาก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีมาก หรืออาจจะรักษาไม่ได้เลย เพราการรักษาโรคที่เกี่ยวกับหูเป็นการรักษาที่ละเอียดอ่อนมากๆ และจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการรักษา ซึ่งถ้าหากใครไม่มีทรัพย์พอที่จะรักษาก็อาจจะทำให้การรักษาได้ผลลัพท์ที่ไม่ดีมากนัก ฉะนั้นการรักษาหูของเราเลยเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าหากดูแลรักษาตั้งแต่แรกก็อาจจะไม่เกิดโรคที่เกี่ยวกับหู

 

ขอบคุณ  เครื่องช่วยฟัง  ที่ให้การสนับสนุน

แนะนำแอร์ฟอกอากาศ ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้

ตอนนี้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางเพราะตอนนี้ฝุ่น PM2.5มีผลกระทบกับทุกคนทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างก็ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์ที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยเต็มอากาศแบบนี้ หลายคนเริ่มป่วย และหลายคนเริ่มหาวิธีที่จะดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วยไปมากกกว่านี้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำเครื่องฟอกอากาศว่ารุ่นไหน ยี่ห้อไหนที่จะสามารถช่วยเหลือในการลดค่าฝุ่น PM2.5 ให้กับเราได้บ้างและเราสามารถซื้อมาใช้งานได้ในราคาที่สามารถจับต้องได้

  1. Daikin Sabai Inverter II (FTKQ-TV2S) รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีการเสริมอุปกรณ์พิเศษขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นแผ่นกรองฝุ่นโดยสามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย  สำหรับรุ่นนี้จะใช้ระบบปรับอากาศ Inverter เป็นรุ่นทีประหยัดพลังงาน เปิดใช้งานแล้วเสียงเงียบมีระบบป้องกันเชื้อรา และกำจัดกลิ่นความอับชื้น มีแผ่นกรองอากาศและกรองกลิ่นได้ด้วย ตอนนี้เปิดขายในราคา 12472 บาทสำหรับขนาด 9200 BTU
  2. Fujitsu iSense CMCA (ASMG09CMCA)  สำหรับรุ่นนี้มีการทำเครื่องปรับอากาศมาพร้อมกับระบบการฟอกอากาศให้เลย ดังนั้นจึงสามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้รวมถึงสามารถจัดการกับเชื้อราและเชื้อไวรัสได้ลดกลิ่นอับชื้นอย่างได้ผล มีระบบกระจายแรงลม และที่สำคัญรุ่นนี้มีระบบเซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวได้ด้วยและยังมีคุณสมบัติเด่นๆอีกหลากหลาย ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 20000 บาทถ้าซื้อขนาด 9040 BTU
  3. Carrier XInverter  สำหรับรุ่นนี้สามารถประหยัดพลังงานได้มากถึง 33 % เปิดใช้งานแล้วเสียงไม่ดัง มีระบบทำความสะอาดคอยล์เย็นอัตโนมัติ ที่สำคัญรุ่นนี้จะมี X-Ionzer ช่วยกรองฝุ่น PM2.5  ช่วยเรื่องของการฟอกอากาศ และกลิ่นที่มารบกวนเราด้วยและแบรนด์นี้ยังโปโมทว่ามีการเสริมแผ่นกรองฝุ่นชนิดพิเศษที่สามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้มากถึง 94 % เลยด้วย สำหรับขนาด 9200 BTU ขายในราคา 21500 บาท
  4. Mitsubishi Electric Super Inverter (MSY-GR09VF)  สำหรับรุ่นนี้จะมีราคาสูงขึ้นมาหน่อย โดยจะขายในราคา 23000 บาทสำหรับขนาด  9554 BTU แต่รุ่นนี้ก็มีการการันตี เรื่องการกรองฝุ่นและมีตัวตรวจจับฝุ่น PM2.5 เอาไว้โดยทำงานด้วยระบบไฟฟ้าและยังมีคุณสมบัติเด่นๆอีกมากมาย
  5.  Panasonic CS-XU13VKT สำหรับแบรนด์นี้และรุ่นนี้จะมีนำการ nanoe™ Technology มาช่วยในเรื่องการกำจัดฝุ่น PM2.5 รวมถึงเชื้อราและแบคที่เรีย รุ่นนี้เหมาะอย่างมากกับคนที่เป็นภูมิแพ้ สำหรับรุ่นนี้จะมีระบบประหยัดพลังงานและมีระบบที่ช่วยให้แอร์เย็นขึ้นเร็วอีกด้วย สำหรับราคาขายขนาด 13000 BTU ราคาประมาณ 28600 บาท

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

การพัฒนาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในตอนนี้เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักโรคปอดอักเสบ

ที่พึ่งระบาดหนักกันอยู่ตอนนี้หรอกใช่ไหมนั้นก็คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นเอง ซึ่งแต่เดิมนั้นโรคปอดอักเสบที่มีสาเหตุมาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นได้อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงที่เคยระบาดอย่างหนักใน 37 ประเทศทั่วโลกเมื่อช่วงปีค.ศ.2002-2003

ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน ไม่ใช่แค่เพียงการติดต่อจากสัตว์สู่คนเท่านั้น โดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการอย่าง มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ การที่เชื้อไวรัสชนิดถูกเรียกว่า โครานา นั้นเป็นเพราะว่าเมื่อทำการยำเชื้อไวรัสตัวนี้มาส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะพบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้มีรูปร่างลักษณะเป็นวงกลม มีขายื่นออกมาจากตัวเชื้อ ในส่วนของที่มาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

ในการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน

พบว่าผู้ที่ติดเชื้อจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในตลอด หรือผู้ที่มีประวัติการเดินทางไปที่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นตลาดที่เป็นแหล่งการซื้อขายสัตว์หลากหลายชนิด อทิเช่น นก ไก่ฟ้า งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆอีกมากมาย ด้วยวัฒนธรรมของชาวจีนนั้นชอบการทานอาหารที่ดูแปลกตาสำหรับเราที่เป็นคนอย่างมากคือการรับประทานอาหารดิบไม่ผ่านการปรุงให้สุเสียก่อน ซึ่งสาเหตุนี้อาจจะเป็นตัวนำพาให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโคโรมาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นได้เช่นกัน เชื่อว่าหลายคนในตอนนี้ต้องกลัวและกังวลกับการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ไม่น้อย

ทางผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้แจ้งว่า การพัฒนาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นธรรมชาติของเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในร่างกายของคนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวให้เชื้อนั้นอยู่ได้ดีขึ้น

ซึ่งการปรับตัวเองของเชื้อนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเหล่านั้นจะเข้ากับเซลล์ของคนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ในมุมของความรุนแรงนั้นเชื้อโรคอาจจะเพิ่มมากขึ้น และอันตรายที่ตามนั้นก็คือการเสียชีวิต แต่ถ้าหากลองมองในอีกมุม การที่เชื้อมีความต้องการอยู่รอด เชื้อเหล่านั้นจะทำการปรับตัวให้เข้ากับคนได้โดยไม่ทำให้คนคนนั้นเสียชีวิต เพราะการที่คนเสียชีวิตนั้นเท่ากับว่าเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสเหล่านั้นก็ตายไปด้วย ฉะนั้นแล้วจึงสามารถเป็นไปได้ทั้งสองทาง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน
ถ้ากินอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือมากยิ่งกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากยิ่งกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูงซึ่งในระยะยาวส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจครึ้มตัวขึ้นได้โอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมองแล้วก็ไตเสื่อม

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในทุกวันไม่สมควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าหากได้รับมากเกินไป จะทำให้มีการคั่งของสารน้ำภายในร่างกาย นำมาซึ่งการทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นรวมทั้งความดันในเส้นเลือดฝอยของหน่วยกรองในไตสูงมากขึ้น ทำให้ไตทำงานมากขึ้นนอกจากนั้นยังเป็นเหตุให้เกิดภาวะบวมน้ำมากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในจำนวนที่เพียงพอไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปจนกระทั่งเกินความจำเป็นจะเป็นผลดีต่อแนวทางการทำงานในการควบคุมความดันเลือดทำให้ลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา

แนวทางลดจำนวนการบริโภคโซเดียม
1. หลบหลีกการบริโภคของกินรสจัด และของกินดอง

2. ลองของกินทุกคราวก่อนที่จะเพิ่มเติมเครื่องปรุง

3. เลือกบริโภคอาหารสด หรือของกินที่ผ่านการแปรเปลี่ยนรูปต่ำที่สุด

4. หลบหลีกอาหารสำเร็จรูป และขนมก็อบแก็บที่มีเครื่องปรุงรสจำนวนมาก

5. ลดความถี่ของการบริโภคของกินที่จะต้องมีเครื่องปรุงน้ำปรุงรส และลดจำนวนน้ำปรุงรสที่บริโภค

6. ทดสอบทำกับข้าวโดยใช้จำนวนเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงแค่กึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรประกอบอาหาร ถ้าหากรสไม่อร่อยจริงๆ แล้วก็ค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส

7. ควรจะปลูกฝังนิสัยให้ลูกหลานกินอาหารรสจืด โดยไม่เพิ่มเติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสแต่งรสในของกินเด็กแล้วก็เด็กอ่อน

8. ควรจะบริโภคของกินที่มีจำนวนโปแตสเซียมสูง อาทิเช่น ผักใบเขียวรวมทั้งผลไม้ จะสามารถช่วยลดระดับความดันเลือดได้

ให้ความสำคัญกับโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือ การที่เนื้อกระดูกที่เราเคยมีตอนนี้กลับสลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะกระดูกหักเนื่องจากเนื้อกระดูกบางขึ้น โดยที่จริงแล้วอาจหมายถึง การที่มีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงหรือโปร่งบางมากขึ้น ซึ่งใช่ว่าวันนี้เนื้อกระดูกสลายแล้วจะเกิดอาการเลยทันทีเพราะอาการกว่าจะแสดงออกมานั้น ต้องมีการเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานเป็นปี โดยไม่สามารถ สังเกตเห็นได้ หรือไม่สามารถรู้สึกได้จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก หรือเกิดการค่อมโค้งผิดรูปของกระดูกสันหลังเนื่องจากกระดูกทรุดและตัวเตี้ยลงอย่างชัดเจน

เหตุใดจึงต้องให้ความสำคัญต่อโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในสังคมไทย โดยจัดเป็นปัญหาสาธารณะสุขที่สำคัญของประเทศ จากที่อัตราการเกิดกระดูกหักเนื่องจากกระดูกพรุนของผู้ป่วยในแต่ละปีมีมากขึ้น โดยในผู้หญิงจะพบความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย โดยพบประมาณร้อยละ 50 ของผู้หญิง และร้อยละ 20 ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ทั้งนี้จากสถิติผู้คนเหล่านี้จะต้องปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกหักที่เกี่ยวเนื่องกับกระดูกพรุน และมีความเจ็บปวดทรมานจาก
กระดูกหักบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ แขนและขา ซึ่งมักจะเป็นผลสืบเนื่องจากการหกล้ม แต่ก็อาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันทั่วไปได้ด้วย เนื่องจากกระดูกเปราะและหักได้ง่าย
จากข้อมูลการศึกษาพบว่า กระดูกสะโพกหักเป็นภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงและบั่นทอนสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจของผู้ป่วยเองและผู้อยู่รอบข้าง ทั้งที่
เดิมที่ผู้นั้นอาจจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่กลับจะต้องเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น หรืออย่างน้อยก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไปเป็นระยะเวลานาน และประมาณร้อยละ
50 ที่จะต้องใช้ตลอดไป โดยที่ค่าใช้จ่ายต่อการรักษาหนึ่งรายนั้นสูงมากทั้งในส่วนที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองและในส่วนที่ภาครัฐต้องจ่ายให้

นอนหลับ อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

การนอนหลับพักผ่อนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรายังคงมีสุขภาพร่างกายที่ดีอยู่ โดยหากช่วงไหนที่คุณไม่ได้นอน หรือนอนน้อย ช่วงนั้นคุณจะมีความรู้สึกไม่มีแรง ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะบ่อยๆ หรืออาจจะถึงขนาดป่วยไข้ หรือเป็นโรคต่างๆ ได้
การที่เรานอนไม่หลับ ถึงเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต?
อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การนอนเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตมนุษย์ จะทำให้สมองและร่างกายได้ทำการซ่อมแซมตนเอง โดยอาศัยช่วงเวลาที่หลับอยู่ เพื่อให้ช่วงเวลาที่ตื่นอยู่ร่างกายและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานขึ้น ดังนั้น การพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิต ปกติแล้วมนุษย์จะต้องมีเวลาการนอนพักผ่อนถึง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด แต่ความต้องการในการนอนหลับของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนส่วนใหญ่ต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมง บางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมง

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบปัญหานอนไม่หลับได้ โดยร้อยละ 10 พบว่ากำลังประสบกับปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งหากมีการใช้ยาเพื่อช่วยให้นอนหลับ อาจพบเพิ่มขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น ผู้ที่ทำงานแบบเป็นกะเช้ากะบ่าย มักจะพบปัญหานอนไม่หลับง่าย และส่งผลกระทบแน่ๆ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขาดงานเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับพบว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

• ภาวะตึงเครียดในชีวิตประจำวัน

• สภาพแวดล้อม

• ปัญหาการนอนที่มาจากโรคของการนอนหลับโดยตรง เช่น ภาวะหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับเป็นพักๆ

• โรคซึมเศร้า

• การเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น การเจ็บปวด อาการไอเรื้อรัง

เป็นต้น

ดังนั้นหากพบว่ากำลังประสบปัญหานอนไม่หลับมานานมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือ พบว่าได้รับผลกระทบต่อการทำงานในเวลากลางวัน ก็ไม่ควรที่จะนิ่งนอนใจอยู่ควรปรึกษาแพทย์

วิธีฝึกตัวเองให้นอนหลับตามเวลาปกติ

• เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

• ออกกำลังกายเบาๆ หลังตื่นนอน 10-15 นาที

• หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ตึงเครียดก่อนเข้านอน

• จัดห้องนอนให้มืดเงียบ สบาย มีอากาศถ่ายเท

• ไม่ควรนอนนานในตอนกลางวัน เพราะส่งผลให้นอนหลับยาก

• ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป

แท้จริงแล้วยานอนหลับไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการลง เพราะฉะนั้นการรักษาด้วยยานอนหลับเป็นเพียงแค่ตัวช่วยในการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาตามสาเหตุของการนอนไม่หลับที่แท้จริง และทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามความดูแลของแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการทานยานอนหลับ และหากใช้ยานอนหลับมานานควรที่จะค่อยๆ หยุด ลดการทานทาน ห้ามหยุดยาแบบกะทันหัน เพราะมันจะมีเอฟเฟคกลับมามีอาการนอนไม่หลับขึ้นอีกครั้ง และข้อห้ามในการใช้ยานอนหลับ คือ ไม่ควรใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ ในผู้ติดสารเสพติด ผู้ป่วยโรคตับ ไต และ ผู้สูงอายุ การปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนที่ถูกต้องและขจัดพฤติกรรมที่รบกวนการนอน ร่วมกับฝึกให้มีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอนหลับที่ดี โดยปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 6-10 สัปดาห์ จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น