เปิดโปงกลโกงของแก๊งมิจฉาชีพทำอย่างไรถึงสามารถเอาเงินออกจากบัญชีของคนอื่นมาใช้ได้ 

          เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมพ.ศ 2554 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจประจำจังหวัดลพบุรีได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องของการจับกุมแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งที่แฮกข้อมูลบัญชีของหญิงสาวรายหนึ่ง ทำการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหายแล้วโอนเงินเข้าสู่บัญชีของตนเองซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงถึง 8 ล้านบาทเลยทีเดียว 

         อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมแก๊งมิจฉาชีพรายนี้ได้และมีการตรวจสอบของกลางพร้อมทั้งหลักฐานต่างๆปรากฏว่าแก๊งวิชาชีพกลุ่มนี้ไม่ได้พึ่งก่อเหตุเพียงแค่ครั้งแรกและมีการก่อเหตุมาแล้วหลายครั้งซึ่งมีผู้เสียหายมากกว่า 10 รายด้วยกันโดยมีรายชื่อของผู้เสียหายถูกบันทึกไว้ในสมุดเล่มหนึ่งที่แก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้ได้มีการจดบันทึกเอาไว้นอกจากนี้ยังมีหลักฐานอื่นๆมากมายที่ทำให้เรารู้ว่าวิธีการโกงของการวิชาชีพกลุ่มนี้ทำกันอย่างไร

        ดังนั้นวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้โกงของมิจฉาชีพกลุ่มนี้เพื่อให้ประชาชนนั้นได้ทราบและจะได้มีการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีกด้วยกลโกงของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้นั้นจะอาศัยการเข้าไปใน Facebook ซึ่งแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้อาจจะไม่รู้จักกับผู้เสียหายเพียงแต่ว่าหาก Facebook ของใครมีการเปิดใช้งานเป็นสาธารณะก็จะสามารถดูโปรไฟล์ของคนที่เล่น Facebook คนนั้นได้โดยจะมีการเลือกคนที่เล่น Facebook ที่มีการโชว์เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองเยอะๆ

        หลังจากนั้นทางวิชาชีพกลุ่มนี้ก็จะมีการแฮกเข้าไปใน Facebook เพื่อเอาข้อมูลส่วนตัวออกมาไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนวันเดือนปีเกิดหรือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์มือถือเมื่อได้ข้อมูลต่างๆเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยแล้วกลุ่มนี้จะมีการติดต่อไปที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแจ้งว่าโทรศัพท์ของตนเองหายและต้องการให้ส่งซิมการ์ดมาให้ใหม่โดยมีการระบุเป็นที่อยู่ใหม่ในการรับซิมการ์ดหลังจากได้รับซิมการ์ดมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลุ่มมิจาชีพกลุ่มนี้ก็จะมีการติดต่อไปทางธนาคารเพื่อทำการขอลงทะเบียนในการใช้งาน Application Mobile Banking ใหม่กับโทรศัพท์ของตนเองทำให้เจ้าของบัญชีนั้นไม่ทราบเลยว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลของตนเองแล้ว

          หลังจากนั้นแก๊งมิจฉาชีพก็จะทำการโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเข้าบัญชีของตนเองก็เป็นการเสร็จสิ้นการขโมยเงินผ่านทางออนไลน์โดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้ตัวอีกครั้งหนึ่งก็ต่อเมื่อเจ้าของบัญชีมีการเช็คกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจากโทรศัพท์มือถือของตนเองโทรออกหรือรับสายไม่ได้เรียบร้อยแล้วจึงสามารถสืบทราบภายหลังได้ว่าบัญชีของตนเองโดนแฮกนั้นเองแต่กว่าจะรู้ตัวก็ทำให้เงินหายออกจากบัญชีกันเป็นจำนวนมากนั่นเอง 

 

 

สนับสนุนโดย    ซื้อหวยฮานอยวันนี้

สังคมไทยในปัจจุบัน เป็นยุคที่คนมีเงินน้อย แต่ของแพง 

             กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องของราคาสินค้าในปัจจุบันนี้โดยจะเห็นได้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 

            ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนนั้นยังคงตกงานอยู่และหลายคนนั้นปลูกได้รับการลดเงินเดือนจากทางบริษัทของตนเองทำให้ในขณะนี้สถานการณ์ของคนไทยในสังคมส่วนใหญ่นั้นมีหนี้สินเป็นจำนวนมากและทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการใช้เงินอย่างระมัดระวัง

           และถึง แม้ว่าจะมีการช่วยเหลือออกมาจากทางด้านรัฐบาลที่ออกโครงการต่างๆนำเงินมาจ่ายให้ประชาชนได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแต่ก็ไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมกับประชาชนคนไทยทุกคนดังนั้นจะเห็นได้ว่าในขณะนี้นั้นคนไทยทุกคนยังมีปัญหาเรื่องของค่าครองชีพที่ตอนนี้มีผลกระทบอย่างหนักในการเอาไว้ซื้อของกินของใช้ในแต่ละวันนั้นเอง 

      อย่างไรก็ตามในตอนนี้นั้น กำลังมีการพูดถึงกันมากเกี่ยวกับร้านค้าที่มีการขายของแพงมากมาก อย่างเช่น ก่อนหน้านี้มีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการโพสต์ภาพ ข้าวหมูกรอบ ลงในเฟส และแจ้งว่าเธอซื้อมาในราคา 40 บาทซึ่งจะเห็นได้ว่าข้าวหมูกรอบในกล่องนั้นมีหมูกรอบเพียงแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น

         และหมูยังบางเป็นอย่างมากอีกด้วย ทำให้หลายคนมองว่าตอนนี้ ของแพงมากเลยทีเดียว แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ก็มีการโพสต์ภาพ ข้าวผักกระเพราทะเล ที่มีหญิงสาวคนหนึ่ง ถ่ายรูปมาโพสต์แชร์ในเฟสอีกรอบ ซึ่งครั้งนี้ เธอบอกว่าเธอซื้อมาในราคากล่องละ 120 บาท โดยเธอมีการโพสต์ถามคนในโลกออนไลน์ว่า ราคานี้สมเหตุสมผลหรือไม่ 

   แน่นอนว่าจากภาพที่หญิงสาวโพสต์ภาพข้าวผัดกระเพรานั้นจะเห็นได้ว่าถ้าหากข้าวผัดกระเพราจานนี้ถูกวางขายในร้านอาหารที่อยู่ในร้านของโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าแล้วก็ราคา 120 บาทนั้นถือว่าไม่แพงเลยทีเดียว

          แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากถูกขายตามร้านค้าข้างทางริมถนนก็ถือว่าแพงค่อนข้างมากเช่นเดียวกันเพราะในการผัดกระเพรานั้นมีกุ้งแค่เพียงประมาณ 4 ตัวเท่านั้นและมีปลาหมึกอยู่ประมาณ 8 ชิ้นด้วยกันและมีไข่ดาว 1 ฟองซึ่งแน่นอนว่าด้วยปริมาณผัดกระเพราทะเลที่เห็นกันอยู่นั้นถ้าหากผัดกันแถวร้านข้างทางราคาก็ควรจะไม่เกิน 70-80 บาทก็เพียงพอแล้ว

           ซึ่งในขณะนี้ทำให้เราเห็นว่าในขณะที่คนไทยกำลังได้รับผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาทางการเงินแต่ร้านค้าก็เริ่มเอารัดเอาเปรียบด้วยการเพิ่มราคาสินค้ามากขึ้นไม่ใช่เพียงแค่พวกอาหารเท่านั้นที่ถูกเพิ่มราคายังมีสินค้าประเภทอื่นๆที่ถูกอัพราคาเพิ่มมากขึ้นส่งผลทำให้การดำเนินชีวิตของคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ที่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเงินนั้นกำลังได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

 

สนับสนุนโดย.    อัตราการจ่ายหวยลาว4ตัว

ดราม่ากลางร้านเซเว่น  ผู้จัดการร้านล็อกตัวเด็กกล่าวหาว่าขโมยขนมภายในร้าน

                ผู้จัดการร้านของเซเว่นอีเลฟเว่นสาขา 1 ได้มีการกล่าวหาเด็กชายอายุเพียงแค่ 8 ขวบเท่านั้นว่ามีการขโมยขนมภายในร้าน   ในขณะที่เด็กให้การปฏิเสธผู้จัดการร้านยังมีการข่มขู่อีกทั้งยังกักขังหน่วงเหนี่ยวให้รับสารภาพ  แต่เมื่อเปิดกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายในร้านจึงพบความจริงว่าเด็กไม่ได้ขโมยของ  ทำให้ผู้ปกครองของเด็กไม่พอใจวิธีสร้างความอับอายให้กับบุตรหลานของเขาจนต้องมาที่ร้านเพื่อพูดคุยกับผู้จัดการแต่ปรากฏว่าผู้จัดการหนีหายไม่ยอมมาเจอหน้า

          เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้มีการแชร์ข้อความภายใน Facebook ส่วนตัวของผู้ปกครองรายหนึ่งโดยมีการใช้ข้อมูลเมื่อวันที่ 31 เดือนธันวาคม  ปี พ.ศ 2563  สำหรับข้อความที่มีการแชร์นั้นระบุใจความว่าตนเองเป็นผู้ปกครองของเด็กชายอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้นซึ่งขณะนี้หลานชายเรียนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดโคราช  เราต้องการร้องขอความเป็นธรรมให้กับหลานชายของเขาที่ถูกผู้จัดการร้านเซเว่นอีเลฟเว่นกล่าวหาว่าขโมยทรัพย์สินภายในร้านสร้างความอับอายให้เด็กชายวัย 8 ขวบเป็นอย่างมาก

          โดย  เขาได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าหลานชายของเขาได้มีการไปซื้อมาม่าที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นขณะที่กำลังจะจ่ายตังค์และออกจากร้านปรากฏว่าผู้จัดการร้านซึ่งเป็นผู้หญิงเดินเข้ามาหาและล็อคตัวหลานชายทันทีพร้อมกล่าวหาว่าหลานชายนั้นมีการขโมยขนมทาโร่เนื่องจากมีซองขนมทาโร่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของหลานชาย  อย่างไรก็ตามเด็กชายวัย 8 ขวบได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยขนม  และบอกที่มาว่าขนมที่อยู่ในกระเป๋านั้นซื้อมาจากร้านสหกรณ์ภายในโรงเรียน

           แต่ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไรผู้จัดการร้านก็ไม่ยอมเชื่อ  อีกทั้งยังมีการข่มขู่พร้อมทั้งเรียกกล่อมให้เด็กรับสารภาพซึ่งขณะที่ทำนั้นมีผู้เห็นเหตุการณ์ภายในร้านเต็มไปหมดเนื่องจากว่าเป็นช่วงเวลาเย็นที่มีผู้ปกครองและเด็กนักเรียนซึ่งอยู่โรงเรียนเดียวกับเด็กชายวัย 8 ขวบเข้ามือถือของภายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นกันเป็นจำนวนมาก  หลังจากที่พยายามบังคับให้เด็กยอมรับสารภาพแล้วแต่เด็กไม่รับสารภาพผู้จัดการร้านจึงได้ล็อคตัวเด็กไปหลังร้านพร้อมทั้งให้พนักงานอีกคนหนึ่งของร้านเปิดกล้องวงจรปิดให้ดู

           หลังจากตรวจสอบข้อมูลจากกล้องวงจรปิดจึงพบว่าเด็กชายวัย 8 ขวบไม่ได้ขโมยขนมอย่างที่เด็กชายยืนยันทำให้ผู้จัดการร้านจำเป็นต้องปล่อยตัวเด็กชายกลับบ้านไป    แต่เมื่อไปถึงบ้านผู้ปกครองของเด็กชายสังเกตเห็นว่าบุตรหลานของตนเองนั้นมีอาการซึมจึงได้มีการสอบถามจึงรู้ว่าเด็กชายนั้นเกิดความอับอายเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

             หลังจากนั้นเธอจึงได้เดินทางไปที่ร้านเซเว่นดังกล่าวเพื่อพูดคุยกับผู้จัดการร้านแต่ผู้จัดการไม่ยอมเข้าพบอีกทั้งพนักงานคนอื่นๆภายในร้านก็พยายามพากันกรี๊ดกันโดยอ้างว่าผู้จัดการร้านกลับบ้านไปแล้ว  เมื่อเธอไม่สามารถติดต่อให้ผู้จัดการร้านเข้ามารับผิดชอบความรู้สึกของหลานเธอได้เธอจึงได้มีการโพสต์ใน Facebook เพื่อเป็นการให้คนในโลกออนไลน์ได้รู้ถึงปัญหานี้และแชร์กันต่อๆไปเพื่อที่ผู้จัดการร้านจะได้เห็นแล้วออกมาตกลงพูดหรือเจรจากัน

 

สนับสนุนโดย.    รวมเว็บหวยออนไลน์

เถ้าแก่ร้านอาหาร เจ๊ไข่ซีฟู้ด  ยิงตัวตาย 

             ข่าวการเสียชีวิตของเจ้าของร้านอาหาร  เจ๊ไข่ซีฟู้ด  ซึ่งเป็นร้านอาหารชื่อดัง โดยผู้เสียชีวิตนั้นชื่อว่า นายสุรศักดิ์ มีการฆ่าตัวตายด้วยการใช้ปืนจุด 38 มมยิงไปที่หัวของตนเองสถานที่เกิดเหตุนั้นก็เป็นร้านอาหารของเขาเองโดยข้อเสียชีวิตอยู่ที่ชั้น 4   สำหรับช่วง เวลาที่นาย สุรศักดิ์เสียชีวิตนั้นน่าจะเป็นช่วงประมาณเวลา 1:00 น.  ซึ่งเป็นเวลาที่ร้านอาหารของนายสุรศักดิ์ปิดให้บริการแล้ว 

          จากการสอบถามลูกจ้างที่ทำงานอยู่ภายในร้านอาหารดังกล่าว ได้ให้การตรงกันว่าหลังจากที่มีร้านอาหารปิดเรียบร้อยแล้วลูกจ้างทุกคนก็พากันกลับไปยังที่พักโดยที่พักของลูกจ้างร้านอาหารนั้นจะอยู่ซอยด้านข้างร้าน ซึ่งหลังจากที่ลูกจ้างเลิกงานกลับไปถึงห้องได้ไม่นานก็ได้รับแจ้งจากพนักงานปากต่อปากมาว่านาย สุรศักดิ์ได้ก่อเหตุยิงตนเองเสียชีวิตทุกคนจึงรีบมายังจุดเกิดเหตุเพื่อมาดูเหตุการณ์

          สำหรับครอบครัวของผู้เสียชีวิตโดยเฉพาะเจ๊ไข่นั้นให้ข้อมูลว่าในช่วงที่ยิงตัวตายนั้นเจ๊ไข่กำลังอยู่ในห้องน้ำจึงไม่เห็นเหตุการณ์เพียงแต่ว่าได้ยินเสียงปืนออกมาก็พบว่าผู้เสียชีวิตจริงตนเองแล้ว   สาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้นไม่ว่าจะเป็นภรรยาของนายสุรศักดิ์หรือแม้แต่พนักงานในร้านอาหารต่างก็มีการสันนิษฐานเหมือนกันว่าน่าจะเกิดจากการที่นายสุรศักดิ์นั้นมีความเครียดเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาสุขภาพร่างกายของเขา

       โดยนายสุรศักดิ์นั้นก่อนหน้านี้เพิ่งได้เข้าไปรักษาอาการป่วย ด้วยการผ่าตัดตาเนื่องจากว่าเป็นโรคต้อกระจกซึ่งหลังจากที่นายสุรศักดิ์ผ่าตัดได้เพียงแค่ 2 วันเท่านั้นปรากฏว่านายสุรศักดิ์ประสบอุบัติเหตุล้มและอุบัติเหตุในครั้งนั้นส่งผลต่อดวงตาที่พึ่งไปผ่าตัดมาทำให้นายสุรศักดิ์ค่อนข้างเครียดยิ่งไปกว่านั้นหลังจากนั้นไม่กี่วันได้โทรศัพท์ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลอีกครั้งปรากฏว่าพบว่าตนเองนั้นมีอาการของโรคมะเร็ง

           ซึ่งเจ้ไข่และลูกจ้างภายในร้านต่างก็เชื่อว่าอาการป่วยที่นายสุรศักดิ์พึ่งพบว่าตนเองเป็นนั้นทำให้นายสุรศักดิ์เกิดความเครียดจึงได้ตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตายเนื่องจากว่าครอบครัวของนายสุรศักดิ์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องของการเงินแต่อย่างใดอีกทั้งในโทรศัพท์ก็ไม่เคยมีความเครียดในเรื่องอื่นๆนายสุรศักดิ์เป็นนายจ้างที่ลูกน้องรักและเคารพเป็นอย่างดีและเป็นคนที่อัธยาศัยดี   เป็นคนมีน้ำใจชอบช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นอยู่เสมอ

       อย่างไรก็ตามทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆและอาวุธในการสังหารนายสุรศักดิ์มาทำการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตว่าเป็นเพราะปัญหาความเครียดเรื่องของปัญหาสุขภาพหรือมีปัญหาอื่นๆเพิ่มเติม ถึงเป็นสาเหตุของการคิดสั้นในครั้งนี้

 

สนับสนุนโดย    หวยฮานอยซื้อยังไง

นักศึกษาพยาบาลพ้อ ค่าเทอมแพงเกินไป

       มีนักศึกษาวิชาพยาบาลรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ Facebook ส่วนตัวเรียกร้องให้กับทางมหาวิทยาลัยที่ตนเองเรียนอยู่นั้นได้ออกมาพี่แจงเกี่ยวกับเรื่องของการแอบเพิ่มค่าเทอม  โดยเธอระบุว่าเธอนั้นได้มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมาสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าวโดยที่ในช่วงที่เธอสมัครเรียนนั้นได้มีการระบุเอาไว้ว่าหลักสูตรที่เธอเรียนนั้นจะเสียค่าใช้จ่ายตลอดจนเรียนจบเพียงแค่ 520,000 เพียงเท่านั้นและจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มขึ้นอีก 

         แต่พอเธอขึ้นปี 2 ปรากฏว่าทางมหาวิทยาลัยนั้นได้มีการเพิ่มค่าเทอมโดยที่ไม่ได้บอกนักศึกษาล่วงหน้าโดยเพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 เลยทีเดียวและเธอยังต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านอื่นอีก  ไม่ว่าจะเป็นค่าหอพักซึ่งก็เรียกเก็บเพิ่มเช่นเดียวกันอีกทั้งยังมีในเรื่องของค่ารถในการเดินทางจากหอพักไปที่มหาวิทยาลัย  รวมถึงยังมีค่าน้ำค่าไฟเข้ามาอีกซึ่งก่อนที่เธอจะเข้ามาศึกษานั้นทางมหาวิทยาลัยได้มีการโฆษณาแล้วว่าบริการต่างๆเหล่านี้จะไม่ถูกเรียกเก็บเงิน

         และปัญหาใหญ่ที่เธอพบก็คือหากนักศึกษามหาวิทยาลัยพยาบาลคนไหนไม่สามารถนำเงินไปจ่ายค่าเทอมได้ตามกำหนดจะไม่สามารถทำการลงทะเบียนเรียนต่อได้ทำให้เธอนั้นเป็นกังวลใจเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันหลายครอบครัวมีปัญหาเรื่องของการเงินซึ่งเธอก็คือหนึ่งในนั้นและยังมีนักศึกษาพยาบาลอีกหลายๆคนที่ประสบปัญหาเหมือนกับเธอซึ่งเธอระบุว่าในขณะนี้เธอไม่สามารถหาเงินมาลงทะเบียนจ่ายค่าเทอมได้ทำอย่างแน่นอนดังนั้นเธอจึงได้ออกมาร้องเรียนผ่านทาง facebook เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงปัญหาและทำการแก้ไขปัญหา

         อย่างไรก็ตามเธอมีการเสนอทางมหาวิทยาลัยว่าหากต้องการที่จะมีการปรับเพิ่มค่าเทอมหรือค่าธรรมเนียมต่างๆควรจะมีการเรียกเก็บในต้นปีหน้าสำหรับรุ่นน้องที่จะเข้ามาเรียนใหม่และควรจะมีการชี้แจงรายละเอียดการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆให้ชัดเจนไม่ควรที่จะมีการมาเรียกเก็บเงินเพิ่มระหว่างกลางเทอมแบบนี้

         สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทางด้านผู้บริหารของมหาวิทยาลัยยังไม่ได้มีแนวทางออกมาว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรบ้างคงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่เรื่องต้นนักศึกษาที่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวได้มีการระบุไว้ว่าหากต้องการพูดคุยกับเธอนั้นเธอต้องการที่จะให้มีนักข่าวร่วมสนทนาในการพูดคุยในครั้งนี้ด้วยเธอจะไม่ยอมไปคุยกับทางมหาวิทยาลัย

เพียงแค่เธอกับทางมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้นเพราะเธอต้องการให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับค่าเทอมที่แพงและเธอต้องการที่จะให้นักข่าวเป็นตัวกลางในการบันทึกเก็บข้อมูลต่างๆที่เธอกับทางมหาวิทยาลัยได้คุยกันเพื่อที่จะได้มีหลักฐานเอาไว้ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขข้อมูลใหม่จะได้นำข้อมูลตรงนี้มาอ้างอิงกับมหาวิทยาลัยได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  วิธีสมัครหวยออนไลน์

โซเชี่ยวรุมด่าเมื่อมีแม่โพสต์เอาทองคำแช่นมให้ลูกกิน

         ในโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กับ Facebook ของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอนั้นได้มีการโพสต์ข้อความพร้อมกับรูปภาพโดยมีการโพสต์เป็นรูปขวดนมและมีสร้อยคอทองคำอยู่ด้านในขวดนมอีกทั้งยังมีการระบุข้อความด้วยว่าเป็นเคล็ดลับของคนจีนในสมัยโบราณที่อยากจะให้ลูกผิวพรรณดีและมีวาสนาดีจะต้องมีการเอาทองคำไปแช่ในน้ำนมให้ลูกกินทำอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนถึง 3 เดือนก็จะทำให้ลูกวาสนาดีกว่าเด็กทั่วไป

ซึ่งภาพและข้อความดังกล่าวนั้นได้มีการถูกแชร์ออกไปจาก Facebook ของอยากดังเดี๋ยวจัดให้ที่บังเอิญไปเจอข้อความนี้พอดีหลายคนเมื่อได้เห็นข้อความดังกล่าวต่างก็วิจารณ์กันเป็นอย่างมากโดยส่วนใหญ่แล้วมีการสงสารเด็กที่ต้องมาเจอกับแม่ที่มีความคิดแบบนี้หลายคนบอกว่าก่อนที่เอาทองไปใส่ในนมให้ลูกกินนั้นอาจจะทำให้ลูกป่วยก็เป็นได้เพราะว่าอาจจะมีสารปนเปื้อนอยู่ซึ่งที่จริงแล้วคนเป็นแม่น่าจะคิดได้แล้วไม่ควรทำแบบนี้

       อย่างไรก็ตามสำหรับ Facebook ดังกล่าวนั้นเจ้าของ Facebook ที่มีการเอาทองแช่ในนมให้ลูกกินยังไม่มีการออกมาแก้ตัวใดๆซึ่งตอนนี้ยังถูกวิจารณ์จากสังคมออนไลน์อย่างหนักและได้ถูกนำภาพและข้อความดังกล่าวมาแชร์ต่อๆกันเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงพฤติกรรมของแม่ของเด็กที่ไม่มีความคิดอ่านไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกกันเอง

          สำหรับเรื่องราวของความเชื่อนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนซึ่งเราไม่สามารถไปบังคับได้แต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการนำทองคำไปแช่ในอาหารและเอามาให้ลูกกินปกติแล้วความเชื่อนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนซึ่งไม่แน่ว่าอีสานนั้นไปเอาความเชื่อแบบนี้มาจากไหนเพราะถ้าหากเอามาจากประเทศจีนก็ยังไม่เคยมีประชาชนชาวจีนคนไหนที่ออกมาโพสต์เกี่ยวกับความเชื่อแบบนี้หรือทำตามความเชื่อแบบนี้เลยซึ่งในฐานะของคนเป็นพ่อเป็นแม่ควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเป็นหลักเพราะอย่างที่ชาวโซเชียลพูดกันก็คือในทองคำนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นทองคำบริสุทธิ์แต่ก็ผ่านการจับ

ซึ่งอาจจะมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่ติดกับทองคำก็ได้ก่อนที่จะใส่ลงในขวดนมลูกอย่างนั้นทางที่ดีที่สุดเราไม่ควรนำอะไรแปลกปลอมไปให้ลูกกินเพราะเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้นยังภายในไม่แข็งแรง  ดังนั้น ระบบลำไส้ต่างๆยังไม่ปรับตัวดี ทำให้ท้องและลำไส้อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นเราควรระวังระวังเรื่องอาหารของเด็กแรกเกิดให้มาก 

 

สนับสนุนโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1

แพงไปไหม ค่าถ่ายเอกสาร 420 บาทได้เอกสารแค่เพียง 11 แผ่น

          คุณเคยถ่ายเอกสารกันไหมคะปัจจุบันนี้เครื่องถ่ายเอกสารนั้นเราสามารถหาซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงมากนักทำให้ร้านค้าถ่ายเอกสารส่วนใหญ่นั้นมีการคิดราคาค่าถ่ายเอกสารแผ่นละไม่กี่บาทเท่านั้นซึ่งปัจจุบันเคยไปถ่ายเอกสารตามร้านถ่ายเอกสารก็อยู่ราคาที่ 2 บาทนี้ก็ถือว่าแพงสุดแล้วแต่ข่าววันนี้ที่เกิดขึ้นกับปรากฏพบว่ามีร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่งที่แถวเมืองทองธานีได้มีการถ่ายเอกสารให้ลูกค้าเพียงแค่ 11 แผ่นเท่านั้น

แต่ทางร้านค้าที่รับถ่ายเอกสารกับคิดเงินลูกค้าถึง 420 บาทที่สำคัญเอกสารที่ให้ถ่ายนั้นก็เป็นเพียงแค่หน้าบุ๊คแบงค์เท่านั้นซึ่งการถ่ายก็ถ่ายเป็นสีดำปกติไม่ได้เป็นสีสันสวยงามอะไรเลย ซึ่งถ้าหากโดยปกติแล้วเงินในราคา 420 บาทนั้นหากเราไปถ่ายร้านถ่ายเอกสารทั่วไปเราน่าจะได้เอกสารเป็นปึ้งใหญ่ใหญ่เลยทีเดียว  ซึ่งเรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินทางไปถ่ายเอกสาร  เลยเขาระบุว่าเขาไปถ่ายเอกสารที่แถวตึกทีหนึ่ง  เขาบอกว่าเอกสารที่เขาถ่ายนั้นเป็นแค่หน้าบุ๊คแบงค์ของธนาคารธรรมดาธรรมดาเท่านั้นเองไม่ได้มีอะไรมากมาย

ซึ่งเขาถ่ายไปทั้งสิ้นจำนวน 4 แผ่นแล้วเขาก็มีการถ่ายเอกสารซึ่งเอกสารนั้นก็เป็นการส่งข้อความเป็นข้อความทางไลน์เลยถ่ายไปทั้งหมด 7 แผ่นรวมแล้วเขาถ่ายเอกสารทั้ง 2 อย่างรวมกันนั้นก็คือ 11 แผ่นเท่านั้นแต่พอให้ทางร้านคิดเงินทางร้านกับคิดเงินมาถึง 420 บาทเลย เธอจะได้นำเรื่องราวนี้มาลง Facebook เพื่อสอบถามคนอื่นว่ามีใครเคยเจอเหมือนกับเธอหรือไม่เพราะเธอมองว่าราคาถ่ายเอกสารนั้นค่อนข้างแพงมากนัก

ซึ่งเธอบอกว่าเธอพึ่งย้ายมาอยู่แถวเมืองทองธานีได้เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้นซึ่งมันเกิดเหตุนั้นเธอเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องถ่ายเอกสารพอดีจึงเดินออกมาตามหาร้านถ่ายเอกสารซึ่งก็เจอร้านนี้เป็นร้านแรกเพราะอยู่ใกล้กับที่พักเธอมากที่สุด เธอเห็นร้านถ่ายเอกสารเธอก็เข้าไปแจ้งความจำนงว่าเธอจะถ่ายอะไรบ้างซึ่งระหว่างที่มีการรอทางเจ้าของร้านถ่ายเอกสารนั้นก็มีการพูดคุยกับเจ้าของร้านทำให้เธอลืมถามราคาค่าถ่ายเอกสารไป หลังจากที่เจ้าของร้านถ่ายเอกสารเสร็จก็เดินมาบอกกับเธอว่าเอกสารที่ถ่ายมานั้นมันค่อนข้างจางทางร้านจึงขอถ่ายเอกสารให้ใหม่แต่ขอคิดเงินเพิ่มท่านละ 15 บาท

ในตอนแรกนั้นเธอก็ค่อนข้างตกใจกับราคาแต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรเพราะปริ้นเอกสารไม่กี่แผ่นเท่านั้นแต่พอถ่ายเสร็จเจ้าของร้านก็นำเอกสารทั้งหมดมาส่งให้กับเธอพร้อมบอกกับเธอว่า 420 บาทซึ่งเธอตกใจมากตอนแรกเธอคิดว่าเธอฟังผิดไปแต่เจ้าของร้านก็ยืนยันกับเธอว่าราคาถ่ายเอกสารนั้นคือ 420 บาท โดยเจ้าของร้านได้ บอกกับเธอว่าเพราะเธอไม่ถามราคาค่าถ่ายเอกสารเองจึงทำให้เอกสารนั้นแพงเพราะที่จริงแล้วร้านของเขานั้นคิดค่าถ่ายเอกสารแผ่นละ 60 บาทซึ่งในวันดังกล่าวนั้นเธอก็ยินยอมจ่ายเงิน 420 บาทไป

เพราะเธอขี้เกียจทะเลาะกับทางเจ้าของร้านและคิดว่าจะเป็นการถ่ายเอกสารที่ร้านนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นหลังจากที่เธอกลับมาถึงห้องเธอจึงได้โพสต์เรื่องราวนี้เพื่อแชร์ให้คนอื่นได้รู้ว่าร้านถ่ายเอกสารร้านนี้มีการคิดค่าถ่ายเอกสารแทนเพื่อที่จะได้คนอื่นไม่ไปถ่ายเอกสารที่ร้านมีอีก โดยมีคนเข้ามาบอกกับเธอว่ามีคนเจอกันมาหลายคนแล้วเพราะร้านนี้คิดแพง คนในพื้นที่ต่างรู้ดีกันทั้งนั้น

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  แทงหวยจับยี่กี

เกิดเหตุเศร้า เมื่อพ่อชาวจีนถูกทับร่างจนเสียชีวิต

             มีรายงานข่าวเรื่องราวที่ชวนน่าสลดในประเทศจีน ซึ่งข่าวนี้หากใครที่ได้ฟังจะรู้ซึ้งถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่มีต่อลูกอย่างมากเลยทีเดียวโดยมีเหตุกาณณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2563  เมื่อที่มณฑล  เสฉวน ได้มีครอบครัวหนึ่งมีปัญหาทะเลาะและไม่เข้าใจกันและด้วยความน้อยใจ ลูกสาววัย 15 ปีจึงได้คิดสั้นตัดสินใจกระโดดตึก 25 ชั้นเพื่อฆ่าตัวตาย โดยตามข่าวมีการระบุว่า เด็กสาววัย 15 ปี ทะเลาะกับพ่อของเธอด้วยเรื่องที่เธอไม่อยากเรียนวิชาเปียโน 

ซึ่งเป็นการเรียนพิเศษที่พ่อของเธอบังคับให้เธอเรียน แต่เธอนั้นไม่อยากเรียน เหตุการณ์คงไม่รุนแรงหากเด็กสาวเพียงแค่แสดงอาการไม่พอใจเท่านั้น แต่เธอกลับทำสิ่งที่เลวร้ายลงไปด้วยการแอบขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้า หวังกระโดดลงมาตาย ซึ่งอาคารดังกล่าวนั้นสูงถึง 25 ชั้นและเมื่อพ่อของเธอรู้เรื่องว่า ลูกสาวขึ้นไปชั้น25 เพื่อจะกระโดยลงมาก็ได้ออกมาพูดคุยหวังปลอบให้ลูกสาวใจเย็นลง

และลงมาคุยกันด้วยดี แต่เหมือนตัวลูกสาวคงจะสติหลุดไปแล้วเพราะเธอไม่ฟังอะไรเลย ดังนั้นในช่วงเวลา 10.30 น. เธอจึงได้ตัดสินใจทิ้งร่างของตัวเองลอยจากชั้น  25  ลงมาที่ชั้นหนึ่ง ซึ่งพ่อของเธอก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย และด้วยความที่รักลูกสาวมาก เขาได้วิ่งเข้าไปเพื่อที่จะรับร่างของลูกสาว โดยหวังว่าเขาจะสามารถรับลูกสาวได้และเธอจะต้องปลอดภัย

แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ไม่เป็นแบบนั้น ไม่มีปาฏิหาริย์เหมือนในหนังที่เราจะสามารถรับร่างของคนที่ตกมาจากที่สูงให้ปลอดภัยได้หากไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่ดี ดังนั้นเมื่อร่างของหญิงสาววัย 15 ปีร่วงลงมาใส่ร่างของพ่อของเธอ ด้วยแรงดึงดูดของโลกทำให้ร่างของเด็กสาวทับร่างพ่อของเธอ และส่งผลให้ทั้งเธอและพ่อของเธอนั้น เสียชีวิตทันที 

และจากคำบอกเล่าของคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนที่เด็กสาววัย 15 ปีร่วงลงมาทุกคนพยายามตะโกนให้ชายคนดังกล่าวหลบเพื่อความปลอดภัย แต่ด้วยความรักลูก เขาไม่หลบ แต่กลับอ้าแขนเพื่อจะรับเอาตัวลูกสาวไว้ให้ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ใครเห็นต่างก็สลดใจเกิดขึ้นนั่นเอง 

       สำหรับปัญหาในครอบครัวนับว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก คนเป็นพ่อแม่ ควรจะต้องค่อยๆพูดกับลูกดีๆเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจอย่างนี้

 

สนับสนุนโดย  หาเงินจากหวยหุ้น

คุณหมอถูกหลอกให้ซื้อตะเกียงราคา 2.9 ล้านบาทอ้างเป็นตะเกียงวิเศษ

         มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในรัฐอุตตรประเทศเดินรัฐนี้จะมีพื้นที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีการรายงานข่าวออกมาเมื่อวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายนปีพศ2563     โดยตามรายงานข่าวระบุว่าได้มีคุณหมอท่านหนึ่งถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง  โดยทั้งคู่นั้นได้มีการหลอกให้คุณหมอนั้นซื้อตะเกียงวิเศษหรือที่รู้จักกันในนามตะเกียงจินนี่  ดูคุณหมอเสียเงินค่าโง่ในครั้งนี้สูงถึง 2.9 ล้านบาท

          สำหรับทำรายงานข่าวนั้นระบุว่า  คนเราทั้งสองคนนั้นได้เดินทางมาพบกับคุณหมอพร้อมทั้งนำตะเกียงมาให้คุณหมอดูโดยระบุว่าตะเกียงนี้เป็นตะเกียงวิเศษ   ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตะเกียงในภาพยนตร์เรื่องอาลาดิน  ทั้งนี้นักต้มตุ๋นทั้งสองคนนั้นยังได้มีการทำเจนี่ปลอมขึ้นมา   และมาแสดงให้คุณหมอได้ดูเพื่อที่คุณหมอจะได้เชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง  เป็นคุณหมอคนดังกล่าวตัดสินใจยอมจ่ายเงินสูงถึง 7 ล้านรูปีเพื่อซื้อตะเกียงวิเศษใบนี้

             และหลังจากที่คุณหมอจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยและได้ตะเกียงมาแล้วคุณหมอจึงได้รู้ว่าตนเองนั้นถูกหรอกเพราะตะเกียงนี้ไม่ว่าจะขอพรไปกี่รอบก็ไม่สามารถเรียกให้ยักษ์ออกมาได้หลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นถูกนักต้มตุ๋นหลอกลวงจึงได้เดินทางเข้าไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยมีการลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อวันที่ 25 เดือนตุลาคมปีพ. ศ. 2563

           หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายละเอียดกับคุณหมอแล้วจึงได้มีการจัดกลุ่มนักต้มตุ๋นได้ในที่สุดซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระยะเวลาถึงแค่วันที่ 29 เดือนตุลาคมพ.ศ 2555 ที่จะจับกุมคนร้ายมาได้   อย่างไรก็ตามเรื่องราวในครั้งนี้ได้มีการถูกเผยแพร่ออกไปและมีคนจำนวนมากต่างก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาเองก็ถูกนักต้มตุ๋นกลุ่มนี้หลอกลวงเช่นเดียวกัน  ซึ่งมูลค่าความเสียหายนั้นหลายล้านบาทเลยทีเดียว 

           หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้สามารถขยายผลจับกุมภรรยาของคนร้ายเพิ่มด้วยเนื่องจากว่ามีเอี่ยวในการก่อเหตุต้มตุนในครั้งนี้   

            สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายๆคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพวกไสยศาสตร์หรือไสยเวทย์ต่างๆว่าอันที่จริงแล้วในปัจจุบันเทคโนโลยีของโลกนั้นก้าวหน้าไปไกลแล้วดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องของไสยเวทย์หรือไสยศาสตร์ในปัจจุบันนี้จึงแทบจะไม่มีอยู่จริงเพราะสามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นนั้นก็เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นแต่ก็ยังมีหลายๆคนนั้นที่ยังคงเหลือเชื่ออยู่ดังนั้นบทเรียนในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นคติเตือนใจให้กับทุกคนให้ใช้ชีวิตบนความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่มุ่งเน้นไปทางไสยศาสตร์ไม่งั้นก็จะถูกเป็นต้มตุ๋นหลอกเอาเงินไปเหมือนกับเคสนี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1