แนะนำแอร์ฟอกอากาศ ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้

ตอนนี้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางเพราะตอนนี้ฝุ่น PM2.5มีผลกระทบกับทุกคนทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ต่างก็ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์ที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยเต็มอากาศแบบนี้ หลายคนเริ่มป่วย และหลายคนเริ่มหาวิธีที่จะดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วยไปมากกกว่านี้ ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำเครื่องฟอกอากาศว่ารุ่นไหน ยี่ห้อไหนที่จะสามารถช่วยเหลือในการลดค่าฝุ่น PM2.5 ให้กับเราได้บ้างและเราสามารถซื้อมาใช้งานได้ในราคาที่สามารถจับต้องได้

  1. Daikin Sabai Inverter II (FTKQ-TV2S) รุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีการเสริมอุปกรณ์พิเศษขึ้นมาเพื่อนำมาเป็นแผ่นกรองฝุ่นโดยสามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย  สำหรับรุ่นนี้จะใช้ระบบปรับอากาศ Inverter เป็นรุ่นทีประหยัดพลังงาน เปิดใช้งานแล้วเสียงเงียบมีระบบป้องกันเชื้อรา และกำจัดกลิ่นความอับชื้น มีแผ่นกรองอากาศและกรองกลิ่นได้ด้วย ตอนนี้เปิดขายในราคา 12472 บาทสำหรับขนาด 9200 BTU
  2. Fujitsu iSense CMCA (ASMG09CMCA)  สำหรับรุ่นนี้มีการทำเครื่องปรับอากาศมาพร้อมกับระบบการฟอกอากาศให้เลย ดังนั้นจึงสามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้รวมถึงสามารถจัดการกับเชื้อราและเชื้อไวรัสได้ลดกลิ่นอับชื้นอย่างได้ผล มีระบบกระจายแรงลม และที่สำคัญรุ่นนี้มีระบบเซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหวได้ด้วยและยังมีคุณสมบัติเด่นๆอีกหลากหลาย ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 20000 บาทถ้าซื้อขนาด 9040 BTU
  3. Carrier XInverter  สำหรับรุ่นนี้สามารถประหยัดพลังงานได้มากถึง 33 % เปิดใช้งานแล้วเสียงไม่ดัง มีระบบทำความสะอาดคอยล์เย็นอัตโนมัติ ที่สำคัญรุ่นนี้จะมี X-Ionzer ช่วยกรองฝุ่น PM2.5  ช่วยเรื่องของการฟอกอากาศ และกลิ่นที่มารบกวนเราด้วยและแบรนด์นี้ยังโปโมทว่ามีการเสริมแผ่นกรองฝุ่นชนิดพิเศษที่สามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 ได้มากถึง 94 % เลยด้วย สำหรับขนาด 9200 BTU ขายในราคา 21500 บาท
  4. Mitsubishi Electric Super Inverter (MSY-GR09VF)  สำหรับรุ่นนี้จะมีราคาสูงขึ้นมาหน่อย โดยจะขายในราคา 23000 บาทสำหรับขนาด  9554 BTU แต่รุ่นนี้ก็มีการการันตี เรื่องการกรองฝุ่นและมีตัวตรวจจับฝุ่น PM2.5 เอาไว้โดยทำงานด้วยระบบไฟฟ้าและยังมีคุณสมบัติเด่นๆอีกมากมาย
  5.  Panasonic CS-XU13VKT สำหรับแบรนด์นี้และรุ่นนี้จะมีนำการ nanoe™ Technology มาช่วยในเรื่องการกำจัดฝุ่น PM2.5 รวมถึงเชื้อราและแบคที่เรีย รุ่นนี้เหมาะอย่างมากกับคนที่เป็นภูมิแพ้ สำหรับรุ่นนี้จะมีระบบประหยัดพลังงานและมีระบบที่ช่วยให้แอร์เย็นขึ้นเร็วอีกด้วย สำหรับราคาขายขนาด 13000 BTU ราคาประมาณ 28600 บาท

 

สนับสนุนโดย  วิธีอยู่ร่วมกับคนติดเชื้อเอดส์

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน
ถ้ากินอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือมากยิ่งกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากยิ่งกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูงซึ่งในระยะยาวส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจครึ้มตัวขึ้นได้โอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมองแล้วก็ไตเสื่อม

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในทุกวันไม่สมควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าหากได้รับมากเกินไป จะทำให้มีการคั่งของสารน้ำภายในร่างกาย นำมาซึ่งการทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นรวมทั้งความดันในเส้นเลือดฝอยของหน่วยกรองในไตสูงมากขึ้น ทำให้ไตทำงานมากขึ้นนอกจากนั้นยังเป็นเหตุให้เกิดภาวะบวมน้ำมากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในจำนวนที่เพียงพอไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปจนกระทั่งเกินความจำเป็นจะเป็นผลดีต่อแนวทางการทำงานในการควบคุมความดันเลือดทำให้ลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา

แนวทางลดจำนวนการบริโภคโซเดียม
1. หลบหลีกการบริโภคของกินรสจัด และของกินดอง

2. ลองของกินทุกคราวก่อนที่จะเพิ่มเติมเครื่องปรุง

3. เลือกบริโภคอาหารสด หรือของกินที่ผ่านการแปรเปลี่ยนรูปต่ำที่สุด

4. หลบหลีกอาหารสำเร็จรูป และขนมก็อบแก็บที่มีเครื่องปรุงรสจำนวนมาก

5. ลดความถี่ของการบริโภคของกินที่จะต้องมีเครื่องปรุงน้ำปรุงรส และลดจำนวนน้ำปรุงรสที่บริโภค

6. ทดสอบทำกับข้าวโดยใช้จำนวนเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงแค่กึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรประกอบอาหาร ถ้าหากรสไม่อร่อยจริงๆ แล้วก็ค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส

7. ควรจะปลูกฝังนิสัยให้ลูกหลานกินอาหารรสจืด โดยไม่เพิ่มเติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสแต่งรสในของกินเด็กแล้วก็เด็กอ่อน

8. ควรจะบริโภคของกินที่มีจำนวนโปแตสเซียมสูง อาทิเช่น ผักใบเขียวรวมทั้งผลไม้ จะสามารถช่วยลดระดับความดันเลือดได้

ให้ความสำคัญกับโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือ การที่เนื้อกระดูกที่เราเคยมีตอนนี้กลับสลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะกระดูกหักเนื่องจากเนื้อกระดูกบางขึ้น โดยที่จริงแล้วอาจหมายถึง การที่มีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงหรือโปร่งบางมากขึ้น ซึ่งใช่ว่าวันนี้เนื้อกระดูกสลายแล้วจะเกิดอาการเลยทันทีเพราะอาการกว่าจะแสดงออกมานั้น ต้องมีการเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานเป็นปี โดยไม่สามารถ สังเกตเห็นได้ หรือไม่สามารถรู้สึกได้จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก หรือเกิดการค่อมโค้งผิดรูปของกระดูกสันหลังเนื่องจากกระดูกทรุดและตัวเตี้ยลงอย่างชัดเจน

เหตุใดจึงต้องให้ความสำคัญต่อโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในสังคมไทย โดยจัดเป็นปัญหาสาธารณะสุขที่สำคัญของประเทศ จากที่อัตราการเกิดกระดูกหักเนื่องจากกระดูกพรุนของผู้ป่วยในแต่ละปีมีมากขึ้น โดยในผู้หญิงจะพบความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย โดยพบประมาณร้อยละ 50 ของผู้หญิง และร้อยละ 20 ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ทั้งนี้จากสถิติผู้คนเหล่านี้จะต้องปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกหักที่เกี่ยวเนื่องกับกระดูกพรุน และมีความเจ็บปวดทรมานจาก
กระดูกหักบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ แขนและขา ซึ่งมักจะเป็นผลสืบเนื่องจากการหกล้ม แต่ก็อาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันทั่วไปได้ด้วย เนื่องจากกระดูกเปราะและหักได้ง่าย
จากข้อมูลการศึกษาพบว่า กระดูกสะโพกหักเป็นภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงและบั่นทอนสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจของผู้ป่วยเองและผู้อยู่รอบข้าง ทั้งที่
เดิมที่ผู้นั้นอาจจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่กลับจะต้องเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น หรืออย่างน้อยก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไปเป็นระยะเวลานาน และประมาณร้อยละ
50 ที่จะต้องใช้ตลอดไป โดยที่ค่าใช้จ่ายต่อการรักษาหนึ่งรายนั้นสูงมากทั้งในส่วนที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองและในส่วนที่ภาครัฐต้องจ่ายให้

นอนหลับ อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

การนอนหลับพักผ่อนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรายังคงมีสุขภาพร่างกายที่ดีอยู่ โดยหากช่วงไหนที่คุณไม่ได้นอน หรือนอนน้อย ช่วงนั้นคุณจะมีความรู้สึกไม่มีแรง ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะบ่อยๆ หรืออาจจะถึงขนาดป่วยไข้ หรือเป็นโรคต่างๆ ได้
การที่เรานอนไม่หลับ ถึงเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต?
อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การนอนเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตมนุษย์ จะทำให้สมองและร่างกายได้ทำการซ่อมแซมตนเอง โดยอาศัยช่วงเวลาที่หลับอยู่ เพื่อให้ช่วงเวลาที่ตื่นอยู่ร่างกายและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานขึ้น ดังนั้น การพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิต ปกติแล้วมนุษย์จะต้องมีเวลาการนอนพักผ่อนถึง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด แต่ความต้องการในการนอนหลับของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนส่วนใหญ่ต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมง บางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมง

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบปัญหานอนไม่หลับได้ โดยร้อยละ 10 พบว่ากำลังประสบกับปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งหากมีการใช้ยาเพื่อช่วยให้นอนหลับ อาจพบเพิ่มขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น ผู้ที่ทำงานแบบเป็นกะเช้ากะบ่าย มักจะพบปัญหานอนไม่หลับง่าย และส่งผลกระทบแน่ๆ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขาดงานเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับพบว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

• ภาวะตึงเครียดในชีวิตประจำวัน

• สภาพแวดล้อม

• ปัญหาการนอนที่มาจากโรคของการนอนหลับโดยตรง เช่น ภาวะหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับเป็นพักๆ

• โรคซึมเศร้า

• การเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น การเจ็บปวด อาการไอเรื้อรัง

เป็นต้น

ดังนั้นหากพบว่ากำลังประสบปัญหานอนไม่หลับมานานมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือ พบว่าได้รับผลกระทบต่อการทำงานในเวลากลางวัน ก็ไม่ควรที่จะนิ่งนอนใจอยู่ควรปรึกษาแพทย์

วิธีฝึกตัวเองให้นอนหลับตามเวลาปกติ

• เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

• ออกกำลังกายเบาๆ หลังตื่นนอน 10-15 นาที

• หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ตึงเครียดก่อนเข้านอน

• จัดห้องนอนให้มืดเงียบ สบาย มีอากาศถ่ายเท

• ไม่ควรนอนนานในตอนกลางวัน เพราะส่งผลให้นอนหลับยาก

• ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป

แท้จริงแล้วยานอนหลับไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการลง เพราะฉะนั้นการรักษาด้วยยานอนหลับเป็นเพียงแค่ตัวช่วยในการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาตามสาเหตุของการนอนไม่หลับที่แท้จริง และทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามความดูแลของแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการทานยานอนหลับ และหากใช้ยานอนหลับมานานควรที่จะค่อยๆ หยุด ลดการทานทาน ห้ามหยุดยาแบบกะทันหัน เพราะมันจะมีเอฟเฟคกลับมามีอาการนอนไม่หลับขึ้นอีกครั้ง และข้อห้ามในการใช้ยานอนหลับ คือ ไม่ควรใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ ในผู้ติดสารเสพติด ผู้ป่วยโรคตับ ไต และ ผู้สูงอายุ การปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนที่ถูกต้องและขจัดพฤติกรรมที่รบกวนการนอน ร่วมกับฝึกให้มีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอนหลับที่ดี โดยปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 6-10 สัปดาห์ จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

การถ่ายพยาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่

ถ่ายพยาธิปีละครั้ง จำเป็นหรือไม่?

คำถามนี้มีคนถามกันมาบ่อยๆ ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องถ่ายพยาธิปีละครั้ง

  1. คำแนะนำของ WHO บอกว่าในพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิที่ติดต่อได้ทางพื้นดิน ควรถ่ายพยาธิปีละ
  • ครั้ง ถ้ามีความชุกของโรค20-50%
  • ครั้ง ถ้าความชุกโรคมากกว่า50%

พยาธิที่ติดต่อได้ทางพื้นดินก็เช่นพวกพยาธิปากขอ พยาธิแส้ม้า พยาธิไส้เดือน

ในไทย เท่าที่หา paper ดู ความชุกไม่ถึง 20% ดังนั้นถามว่าจำเป็นไหม … ก็คงตอบว่า “ไม่จำเป็น”

2. แล้วชอบกินอาหารไม่สุก จะต้องไปซื้อยาถ่ายพยาธิมากินปีละครั้งไหม
บางคนชอบกินเนื้อสัตว์ดิบๆ แล้วกลัวจะเป็นพยาธิในตับ ในทางเดินน้ำดี ในกล้ามเนื้อ พยาธิตัวตืด

เลยถามว่าจะไปซื้อยาจากร้านยามากินปีละครั้งดีไหม

ต้องถามว่า ซื้อยาอะไร และกินกี่วัน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหายหรือไม่

คือถ้าเป็นพยาธิตัวกลมทางเดินอาหาร เวลารักษาไม่ครบ ไม่หาย แต่จำนวนพยาธิไม่มาก ก็มักไม่ก่อโรครุนแรง

แต่ถ้าเป็นตำแหน่งอื่น เช่นพวกพยาธิใบไม้ตับ เวลารักษาไม่หาย มันมีผลเสียระยะยาว ซึ่งถ้าไม่ตรวจอุจจาระก็บอกยากว่าหายหรือยัง

ทางที่ดีควรลดความเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิด้วยการหลีกเลี่ยงการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และเลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่สะอาด มีคุณภาพ และมาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพยาธิในร่างกายแล้วล่ะค่ะ

อาหารเสริมบำรุงตับที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้

“ตับอักเสบ”  ทั้งชนิดที่หายได้เอง และอักเสบเรื้อรัง ถึงขั้นเสียชีวิต
อวัยวะภายในที่มองข้ามไม่ได้นอกเหนือจาก สมอง และหัวใจ ตับก็เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกายไม่น้อย เพราะตับเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการใหญ่ภายในร่างการ มีหน้าที่รับเลือด เก็บรักษาสารอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสอบคุณภาพของสารอาหารที่ได้รับและแจกจ่ายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นถังแยกของเสีย ของมีพิษ ที่เกิดจาก ยาปฏิชีวนะ ยาเคมีที่ใช้ในการรักษาโรค ดังนั้นหากตับมีอาการผิดปกติหรือทำงานผิดปกติขึ้นมา อาจส่งผลให้อวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนี้จึงมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ตับดีขึ้น อย่างเช่น อาหารเสริมบำรุงตับ ที่เป็นส่วนช่วยตับให้ดีขึ้นทุกวันนี้

ตับอักเสบ เกิดขึ้นได้อย่างไร

ตับอักเสบเป็นภาวะที่ตับอักเสบโดยอาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ตับบมีรอยแผล มีผิวขรุขระ และหากไม่ทำการรักษาอาจทำให้เป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับได้

สาเหตุของการเกิดตับอักเสบ

ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี หรือไวรัสชนิดอื่นๆ

ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด ซึ่งมีส่วนผสมของทองแดงจำนวนมาก พบได้ในยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณ หากรับประทานติดต่อเป็นระยะเวลานานๆอาจส่งผลให้ตับอักเสบได้

ได้รับสารพิษต่างๆเข้ามาในร่างกายมากเกินไป เช่นสารเคมี จากโรงงาน เห็ดพิษ สมุนไพรบางชนิด หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮล์ตับเกิดการขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงแบบเฉียบพลัน จากการติดเชื้อโรค

คำเตือนจากตับ หากมีปัญหาที่สามารถจัดการได้ด้วยตนเองแล้วล่ะก็ ขอให้รู้ไว้ว่าควรปฏิบัติตามนี้ทันที

–   ดูแลสุขภาพตับด้วยการ ลด ละเลิก การดื่มสุราเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไม่ว่าจะชนิดใด
–   มีเพศสัมพันธ์ปลอดภัยกับคู่สมรสของตน ไม่สำส่อน
–   ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่นมีดโปรน กรรไกรตัดเล็บ เข็มฉีดยา
–   ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ
–   อย่ารับประทานยา ยาสมุนไพร อาหารเสริมที่ไม่ทราบที่มา หรือเพียงเพราะคำโฆษณา
–   ควรปรึกษาแพทย์ขอคำแนะนำก่อน
–   ตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี