หากเป็นโรคไทรอยด์รักษาได้อย่างไร

                   หลายคนคงทราบกันดีถึงอาการของโรคไทรอยด์กันมาบ้างแล้ว และคงทราบกันดีแล้วว่าหากเป็นโรคไทรอยด์แล้วมีผลเสียต่อตัวเราอย่างไรบ้าง ซึ่งลักษณะอาการของโรคที่แสดงออกจะแตกต่างการบางคนระบบไทรอยด์ก็ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนทำงานผิดปกติด้วยการเร่งการเผาผลาญในร่างกายให้ร่างการเผาผลาญเร็วมากเกินไป ทำให้กินเยอะขึ้นแต่ก็ไม่อ้วนกลับผมลงจนน่าตกใจแต่บางคนก็ดันไปชะลอระบบการเผาผลาญทำให้อ้วนขึ้นจนน่าเกลียดทั้งที่กินเท่าเดิมหรืออาจจะน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ซึ่งอาการต่างๆเหล่านี้มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนเรามากเช่นกัน ซึ่งหากเราสงสัยว่าตนเองอาจจะเป็นโรคไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

หรือไทรอยด์เป็นพิษควรรีบรักษา ซึ่งการตรวจรักษาจะค่อนข้างตรวจเยอะมากเพราะไทรอยด์เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนจะมีผลต่อการทำงานของอวัยวะหลายตำแหน่ง ดังนั้นคุณหมอจะต้องตรวจให้ละเอียดโดยจะตรวจสอบว่าส่วนไหนที่มีอาการที่ไม่ได้เกิดมาจากโรคไทรอยด์บ้างและเมื่อทำการตรวจและประเมินได้แล้วขั้นตอนการรักษาขั้นตอนแรก คือการให้ทานยาดูก่อน ซึ่งจะมียาให้คนที่เป็นโรคไทรอยด์ทดลองทานอยู่ 2 ตัวโดยทั้งสองตัวนี้มีไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งหลังจากทานยาเข้าไปแล้ว

ต้องคอยติดตามผลประมาณ 1 -2 เดือนว่ายาที่ทานเข้าไปสามารถทำปฏิกิริยากับต่อมไทรอยด์ได้หรือไม่  ซึ่งบางรายแค่เพียงทานยาก็สามารถรักษาโรคไทรอยด์ให้หายขาดได้ แต่บางรายอาการก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งการรักษาด้วยยาทั้งสองกลุ่มนี้แพทย์จะให้ลองทานแค่ประมาณ 1 -2 ปีเท่านั้นหากไม่หายต้องเปลี่ยนวิธีการรักษาเพราะการทานยาสองกลุ่มนี้มากๆจะมีผลกระทบกับการทำงานของตับและทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลงได้ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิต    ซึ่งวิธีการต่อมาคือการกินสารรังสี ซึ่งผลตอบรับทางการรักษาด้วยวิธีการนี้ค่อนข้างดี และมีการทำการักษาแบบนี้มานานกว่า 60 แล้วแต่จะมีผลทำให้ต้องการฮอร์โมนทดแทน

เพราะการรักษาแบบนี้จะเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ  และการรักษาอีกกรณีสำหรับเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่รักษาด้วยการกินยา และการกินสารรังสีก็คือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดต่อมไทรอยด์นี้แพทย์จะเป็นคนพิจารณาเองว่าจะผ่าหรือไม่ ส่วนใหญ่ที่จะผ่าเพราะแพทย์จะดูแล้วว่าหากทิ้งไว้ต่อมไทรอยด์มีโอกาสเสี่ยงที่จะลามเป็นโรคมะเร็งได้ เนื่องจากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ค่อนข้างที่จะมีความเสียงในการที่อาจจะตัดไปถูกเส้นประสาทที่ควบคุมเส้นเสียง ดังนั้นการผ่าตัดจึงมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการักษา

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ไนโตรเจนออกไซด์ สารในบุหรี่มวน

อีกหนึ่งสารที่บังคับไม่ให้มันมาไม่ได้ เพราะมันอยู่ในใบยาสูบอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องจุดบุหรี่มวนอะนะ นั้นเลยทำให้เกิดการเผาไหม้ใบยาสูบ แล้วมันก็กลายเป็นสารอันตรายต่างๆที่ไม่น่าพึงประสงค์เลย แล้วเจ้าตัวนี้ก็มีผลต่อร่างกายเราโดยตรงด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำอะไรมากมาย มันแค่กระตุ้นให้หัวใจของเรานั้นเต้นเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ไอ้การที่หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้นนี่เอง

ที่ถ้าเป็นเวลานานๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่างๆ เพราะหัวใจเรานี่ถ้าเกิดว่าได้รับการเต้นแรงนานๆเข้านั้น ก็คงรู้กันดีว่าส่งผลต่ออะไรต่อมิอะไรอย่างมากมาย อย่างแรกเลยก็ความดันยังไงล่ะ ที่เป็นต้นเห็นของโรคหลายต่อหลายชนิดเลย ซึ่งจริงๆแล้วเจ้าสารนี้ก็เพียงทำแค่อย่างเดียวเองนะ นี่หัวเสียจริงๆนะ

ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้รู้จักสารอันตรายต่างๆในโลกนี้สักเท่าไหร่ เพราะมันมีอยู่มากมายมหาศาลยิ่งนัก แล้วหนึ่งในหลายชนิดกลับอยู่ในบุหรี่ ที่จริง เราต้องยอมรับความจริงว่า ทุกสารบนโลกนี้เป็นสิ่งที่ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายมากเกินไป ย่อมมีผลต่องชีวภาพของร่างกายอย่างยิ่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะตัวไหนก็ตาม แม้แต่ออกซิเจนที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นก๊าซสำคัญที่เราต้องเอามาใช้หล่อเลี้ยงร่างกายด้วยซ้ำไป กลับต้องกาลยเป็นสารพิษที่ไม่ดีต่อร่างกาย ถ้าได้รับเยอะเกินไปเช่นกัน บุหรี่นี้ช่างเป็นมัจจุราชของแท้เลยนะ อย่างไงก็แล้วแต่ เจ้าไนโตรเจนออกไซด์นี้ ก็เป็นสารที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยเมื่อสูบบุหรี่นี้ อะไรๆก็ช่างน่ากลัวขึ้นมาจริงๆ สำหรับเจ้าบุหรี่นี้ ยิ่งสูบก็ยิ่งเสี่ยง อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยจริง

การตัดสินใจเป็นของพวกเราทุกคน เพราะฉะนั้นคิดให้ดีเกี่ยวกับเจ้าบุหรี่นี้เถอะ มันไม่ได้นำพาอะไรดีๆมาให้ร่างกายเราเลย นำพามาแต่ความตายในอนาคตเพียงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นคือ มันจะนำพาความตายไปยังบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับเรายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย ถ้าคนๆนั้นเป็นอะไรเพียงเพราะเรานั้นสูบบุหรี่ไปล่ะ เราจะมีหน้าไปมองพวกเขาไหม

เราจะขอโทษยังไงให้เราหายรู้สึกผิดได้กัน มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยใช่ไหมล่ะ เพราะอย่างนี้แล้วก็อย่าได้ไปสัมผัสมันเลย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปด้วย นี่ก็พูดมาถึงสารอันตรายหลายชนิดแล้วนะ แต่ละชนิดก็ร้ายๆทั้งนั้นเลย ขนาดเขียนเองยังกลัวๆอยู่เลยที่เคยสูบไปแล้วเลิกไม่นาน น่าจะยังมีสะสมอยู่ในตัวเราอยู่แน่ๆล่ะ จะทำยังไงให้เอาออกไปให้หมดได้นอกจากรอเวลา

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

การพัฒนาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในตอนนี้เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักโรคปอดอักเสบ

ที่พึ่งระบาดหนักกันอยู่ตอนนี้หรอกใช่ไหมนั้นก็คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นเอง ซึ่งแต่เดิมนั้นโรคปอดอักเสบที่มีสาเหตุมาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นได้อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส หรือ โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรงที่เคยระบาดอย่างหนักใน 37 ประเทศทั่วโลกเมื่อช่วงปีค.ศ.2002-2003

ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน ไม่ใช่แค่เพียงการติดต่อจากสัตว์สู่คนเท่านั้น โดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการอย่าง มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ การที่เชื้อไวรัสชนิดถูกเรียกว่า โครานา นั้นเป็นเพราะว่าเมื่อทำการยำเชื้อไวรัสตัวนี้มาส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะพบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้มีรูปร่างลักษณะเป็นวงกลม มีขายื่นออกมาจากตัวเชื้อ ในส่วนของที่มาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้

ในการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน

พบว่าผู้ที่ติดเชื้อจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในตลอด หรือผู้ที่มีประวัติการเดินทางไปที่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นตลาดที่เป็นแหล่งการซื้อขายสัตว์หลากหลายชนิด อทิเช่น นก ไก่ฟ้า งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆอีกมากมาย ด้วยวัฒนธรรมของชาวจีนนั้นชอบการทานอาหารที่ดูแปลกตาสำหรับเราที่เป็นคนอย่างมากคือการรับประทานอาหารดิบไม่ผ่านการปรุงให้สุเสียก่อน ซึ่งสาเหตุนี้อาจจะเป็นตัวนำพาให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโคโรมาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นได้เช่นกัน เชื่อว่าหลายคนในตอนนี้ต้องกลัวและกังวลกับการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ไม่น้อย

ทางผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้แจ้งว่า การพัฒนาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นธรรมชาติของเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสจะอาศัยอยู่ในร่างกายของคนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวให้เชื้อนั้นอยู่ได้ดีขึ้น

ซึ่งการปรับตัวเองของเชื้อนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเหล่านั้นจะเข้ากับเซลล์ของคนได้ดีมากน้อยแค่ไหน ในมุมของความรุนแรงนั้นเชื้อโรคอาจจะเพิ่มมากขึ้น และอันตรายที่ตามนั้นก็คือการเสียชีวิต แต่ถ้าหากลองมองในอีกมุม การที่เชื้อมีความต้องการอยู่รอด เชื้อเหล่านั้นจะทำการปรับตัวให้เข้ากับคนได้โดยไม่ทำให้คนคนนั้นเสียชีวิต เพราะการที่คนเสียชีวิตนั้นเท่ากับว่าเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสเหล่านั้นก็ตายไปด้วย ฉะนั้นแล้วจึงสามารถเป็นไปได้ทั้งสองทาง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน

อันตรายจากการบริโภคโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน
ถ้ากินอาหารที่เค็มจัดที่มีเกลือโซเดียม หรือเกลือมากยิ่งกว่า 6 กรัมต่อวัน หรือมากยิ่งกว่า 1 ช้อนชาขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูงซึ่งในระยะยาวส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจครึ้มตัวขึ้นได้โอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมองแล้วก็ไตเสื่อม

ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในทุกวันไม่สมควรบริโภคโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งถ้าหากได้รับมากเกินไป จะทำให้มีการคั่งของสารน้ำภายในร่างกาย นำมาซึ่งการทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นทำให้หัวใจทำงานมากขึ้นรวมทั้งความดันในเส้นเลือดฝอยของหน่วยกรองในไตสูงมากขึ้น ทำให้ไตทำงานมากขึ้นนอกจากนั้นยังเป็นเหตุให้เกิดภาวะบวมน้ำมากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้การที่ร่างกายได้รับโซเดียมในจำนวนที่เพียงพอไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปจนกระทั่งเกินความจำเป็นจะเป็นผลดีต่อแนวทางการทำงานในการควบคุมความดันเลือดทำให้ลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา

แนวทางลดจำนวนการบริโภคโซเดียม
1. หลบหลีกการบริโภคของกินรสจัด และของกินดอง

2. ลองของกินทุกคราวก่อนที่จะเพิ่มเติมเครื่องปรุง

3. เลือกบริโภคอาหารสด หรือของกินที่ผ่านการแปรเปลี่ยนรูปต่ำที่สุด

4. หลบหลีกอาหารสำเร็จรูป และขนมก็อบแก็บที่มีเครื่องปรุงรสจำนวนมาก

5. ลดความถี่ของการบริโภคของกินที่จะต้องมีเครื่องปรุงน้ำปรุงรส และลดจำนวนน้ำปรุงรสที่บริโภค

6. ทดสอบทำกับข้าวโดยใช้จำนวนเกลือ น้ำปลา ตลอดจนเครื่องปรุงรสอื่นๆ เพียงแค่กึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ในสูตรประกอบอาหาร ถ้าหากรสไม่อร่อยจริงๆ แล้วก็ค่อยเพิ่มปริมาณของเครื่องปรุงรส

7. ควรจะปลูกฝังนิสัยให้ลูกหลานกินอาหารรสจืด โดยไม่เพิ่มเติมเกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา ตลอดจนซอสแต่งรสในของกินเด็กแล้วก็เด็กอ่อน

8. ควรจะบริโภคของกินที่มีจำนวนโปแตสเซียมสูง อาทิเช่น ผักใบเขียวรวมทั้งผลไม้ จะสามารถช่วยลดระดับความดันเลือดได้

ให้ความสำคัญกับโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือ การที่เนื้อกระดูกที่เราเคยมีตอนนี้กลับสลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะกระดูกหักเนื่องจากเนื้อกระดูกบางขึ้น โดยที่จริงแล้วอาจหมายถึง การที่มีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงหรือโปร่งบางมากขึ้น ซึ่งใช่ว่าวันนี้เนื้อกระดูกสลายแล้วจะเกิดอาการเลยทันทีเพราะอาการกว่าจะแสดงออกมานั้น ต้องมีการเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานเป็นปี โดยไม่สามารถ สังเกตเห็นได้ หรือไม่สามารถรู้สึกได้จนกว่าจะเกิดกระดูกหัก หรือเกิดการค่อมโค้งผิดรูปของกระดูกสันหลังเนื่องจากกระดูกทรุดและตัวเตี้ยลงอย่างชัดเจน

เหตุใดจึงต้องให้ความสำคัญต่อโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในสังคมไทย โดยจัดเป็นปัญหาสาธารณะสุขที่สำคัญของประเทศ จากที่อัตราการเกิดกระดูกหักเนื่องจากกระดูกพรุนของผู้ป่วยในแต่ละปีมีมากขึ้น โดยในผู้หญิงจะพบความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย โดยพบประมาณร้อยละ 50 ของผู้หญิง และร้อยละ 20 ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ทั้งนี้จากสถิติผู้คนเหล่านี้จะต้องปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกหักที่เกี่ยวเนื่องกับกระดูกพรุน และมีความเจ็บปวดทรมานจาก
กระดูกหักบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ แขนและขา ซึ่งมักจะเป็นผลสืบเนื่องจากการหกล้ม แต่ก็อาจเกิดจากกิจวัตรประจำวันทั่วไปได้ด้วย เนื่องจากกระดูกเปราะและหักได้ง่าย
จากข้อมูลการศึกษาพบว่า กระดูกสะโพกหักเป็นภาวะกระดูกหักที่ร้ายแรงและบั่นทอนสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจของผู้ป่วยเองและผู้อยู่รอบข้าง ทั้งที่
เดิมที่ผู้นั้นอาจจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่กลับจะต้องเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น หรืออย่างน้อยก็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินไปเป็นระยะเวลานาน และประมาณร้อยละ
50 ที่จะต้องใช้ตลอดไป โดยที่ค่าใช้จ่ายต่อการรักษาหนึ่งรายนั้นสูงมากทั้งในส่วนที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองและในส่วนที่ภาครัฐต้องจ่ายให้

นอนหลับ อันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

การนอนหลับพักผ่อนเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรายังคงมีสุขภาพร่างกายที่ดีอยู่ โดยหากช่วงไหนที่คุณไม่ได้นอน หรือนอนน้อย ช่วงนั้นคุณจะมีความรู้สึกไม่มีแรง ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะบ่อยๆ หรืออาจจะถึงขนาดป่วยไข้ หรือเป็นโรคต่างๆ ได้
การที่เรานอนไม่หลับ ถึงเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต?
อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การนอนเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิตมนุษย์ จะทำให้สมองและร่างกายได้ทำการซ่อมแซมตนเอง โดยอาศัยช่วงเวลาที่หลับอยู่ เพื่อให้ช่วงเวลาที่ตื่นอยู่ร่างกายและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานขึ้น ดังนั้น การพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิต ปกติแล้วมนุษย์จะต้องมีเวลาการนอนพักผ่อนถึง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมด แต่ความต้องการในการนอนหลับของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนส่วนใหญ่ต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมง บางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมง

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบปัญหานอนไม่หลับได้ โดยร้อยละ 10 พบว่ากำลังประสบกับปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งหากมีการใช้ยาเพื่อช่วยให้นอนหลับ อาจพบเพิ่มขึ้นตามอายุที่สูงขึ้น ผู้ที่ทำงานแบบเป็นกะเช้ากะบ่าย มักจะพบปัญหานอนไม่หลับง่าย และส่งผลกระทบแน่ๆ ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขาดงานเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เฉื่อยชา เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

สาเหตุของการนอนไม่หลับพบว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

• ภาวะตึงเครียดในชีวิตประจำวัน

• สภาพแวดล้อม

• ปัญหาการนอนที่มาจากโรคของการนอนหลับโดยตรง เช่น ภาวะหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับเป็นพักๆ

• โรคซึมเศร้า

• การเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น การเจ็บปวด อาการไอเรื้อรัง

เป็นต้น

ดังนั้นหากพบว่ากำลังประสบปัญหานอนไม่หลับมานานมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือ พบว่าได้รับผลกระทบต่อการทำงานในเวลากลางวัน ก็ไม่ควรที่จะนิ่งนอนใจอยู่ควรปรึกษาแพทย์

วิธีฝึกตัวเองให้นอนหลับตามเวลาปกติ

• เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน

• ออกกำลังกายเบาๆ หลังตื่นนอน 10-15 นาที

• หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ตึงเครียดก่อนเข้านอน

• จัดห้องนอนให้มืดเงียบ สบาย มีอากาศถ่ายเท

• ไม่ควรนอนนานในตอนกลางวัน เพราะส่งผลให้นอนหลับยาก

• ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็นมากเกินไป

แท้จริงแล้วยานอนหลับไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการลง เพราะฉะนั้นการรักษาด้วยยานอนหลับเป็นเพียงแค่ตัวช่วยในการรักษาควบคู่ไปกับการรักษาตามสาเหตุของการนอนไม่หลับที่แท้จริง และทั้งหมดนี้ต้องเป็นไปตามความดูแลของแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการทานยานอนหลับ และหากใช้ยานอนหลับมานานควรที่จะค่อยๆ หยุด ลดการทานทาน ห้ามหยุดยาแบบกะทันหัน เพราะมันจะมีเอฟเฟคกลับมามีอาการนอนไม่หลับขึ้นอีกครั้ง และข้อห้ามในการใช้ยานอนหลับ คือ ไม่ควรใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์ ในผู้ติดสารเสพติด ผู้ป่วยโรคตับ ไต และ ผู้สูงอายุ การปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนที่ถูกต้องและขจัดพฤติกรรมที่รบกวนการนอน ร่วมกับฝึกให้มีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการนอนหลับที่ดี โดยปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 6-10 สัปดาห์ จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

การถ่ายพยาธิเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่

ถ่ายพยาธิปีละครั้ง จำเป็นหรือไม่?

คำถามนี้มีคนถามกันมาบ่อยๆ ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องถ่ายพยาธิปีละครั้ง

  1. คำแนะนำของ WHO บอกว่าในพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิที่ติดต่อได้ทางพื้นดิน ควรถ่ายพยาธิปีละ
  • ครั้ง ถ้ามีความชุกของโรค20-50%
  • ครั้ง ถ้าความชุกโรคมากกว่า50%

พยาธิที่ติดต่อได้ทางพื้นดินก็เช่นพวกพยาธิปากขอ พยาธิแส้ม้า พยาธิไส้เดือน

ในไทย เท่าที่หา paper ดู ความชุกไม่ถึง 20% ดังนั้นถามว่าจำเป็นไหม … ก็คงตอบว่า “ไม่จำเป็น”

2. แล้วชอบกินอาหารไม่สุก จะต้องไปซื้อยาถ่ายพยาธิมากินปีละครั้งไหม
บางคนชอบกินเนื้อสัตว์ดิบๆ แล้วกลัวจะเป็นพยาธิในตับ ในทางเดินน้ำดี ในกล้ามเนื้อ พยาธิตัวตืด

เลยถามว่าจะไปซื้อยาจากร้านยามากินปีละครั้งดีไหม

ต้องถามว่า ซื้อยาอะไร และกินกี่วัน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าหายหรือไม่

คือถ้าเป็นพยาธิตัวกลมทางเดินอาหาร เวลารักษาไม่ครบ ไม่หาย แต่จำนวนพยาธิไม่มาก ก็มักไม่ก่อโรครุนแรง

แต่ถ้าเป็นตำแหน่งอื่น เช่นพวกพยาธิใบไม้ตับ เวลารักษาไม่หาย มันมีผลเสียระยะยาว ซึ่งถ้าไม่ตรวจอุจจาระก็บอกยากว่าหายหรือยัง

ทางที่ดีควรลดความเสี่ยงในการเป็นโรคพยาธิด้วยการหลีกเลี่ยงการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และเลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่สะอาด มีคุณภาพ และมาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องพยาธิในร่างกายแล้วล่ะค่ะ

ไอบีเอส โรคลำไส้แปรปรวน

โรคไอบีเอส (IBS : Irritable bowel syndrome) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งลำไส้ โดยที่ไม่พบความผิดปกติอะไรที่โครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารและไม่มีพยาธิสภาพอื่นใด

อาการที่พบ

ผู้ป่วยมักทรมานจากการปวดท้องซึ่งเมื่อได้ถ่ายอุจจาระจะรู้สึกหายปวดและสบายขึ้น ส่วนใหญ่มักปวดที่ท้องน้อย ลักษณะปวดเกร็ง หลายคนสังเกตพบว่าอาการปวดจะดีขึ้นหลังถ่ายอุจจาระ อาการปวดท้องแต่ละครั้งรุนแรงไม่เท่ากัน บางครั้งปวดมาก บางครั้งปวดน้อย ร่วมกับการมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูกหรือท้องเสีย หรืออย่างใดอย่างหนึ่งสลับกัน โดยแต่ละรายจะมีอาการหนึ่งอาการใดเด่นกว่าอีกอาการหนึ่ง ผู้ป่วยอาจรู้สึกถ่ายอุจจาระไม่ค่อยสุด ท้องผูก หรืออาจมีมูกปนออกมาเวลาถ่ายอุจจาระ ลักษณะอุจจาระจะเปลี่ยนไปเป็นก้อนแข็งหรือเหลวจนเป็นน้ำ ถ่ายเป็นมูกปนอุจจาระมากขึ้น หลายคนอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด มีลมมากในท้อง เรอบ่อยๆ เวลาถ่ายอุจจาระมักมีลมออกมาด้วย ซึ่งล้วนเป็นอาการที่สำคัญของโรคไอบีเอสทั้งสิ้น อาการต่างๆเหล่านี้มักเป็นนานเกิน 3 เดือน ในช่วง 1 ปีที่ผ่ายมา ส่วนใหญ่มักมีประวัติมานานหลายปี

โรคลำไส้แปรปรวนจะเป็นโรคเรื้อรังอาจเป็นปีๆ หรืออาจเป็นตลอดชีวิต เป็นโรคที่ไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมแม้จะเป็นมาหลายๆปี และไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความรำคาญ ผู้ป่วยจะวิตกกังวลมากกว่าว่าทำไมโรคไม่หายเสียทีแม้ได้รับยารักษาแล้วก็ตาม โรคนี้ถือว่าเป็นโรคลำไส้ที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก อาจไม่เคยไปพบแพทย์เลยด้วยซ้ำ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการที่รุนแรงขึ้นจนเป็นปัญหาได้เช่นกัน

พึงระลึกไว้เสมอว่าโรคไอบีเอสไม่ใช่โรคมะเร็งและจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะมีประวัติเป็นๆ หายๆ มานาน ยิ่งผู้ป่วยมีอาการเป็นปีๆ โอกาสเป็นมะเร็งยิ่งน้อยมาก และโรคนี้ไม่เป็นสาเหตุของโรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease) ซึ่งไม่ค่อยพบในคนไทย แต่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำคัญของชาวตะวันตก

มีสาเหตุมาจากอะไร

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่นอน จัดว่าเป็นโรคในกลุ่ม Functional bowel disorder ชนิดหนึ่ง หมายความถึงโรคที่ไม่พบความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหรือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อสืบค้นหาสาเหตุ ไม่พบว่ามีการอักเสบและไม่พบว่าเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งแต่อย่างใด อาการต่างๆ ของโรคนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังลำไส้

จากหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคไอบีเอส ซึ่ง 3 ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

การบีบตัวหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งสารหรือฮอร์โมนบางอย่างในผนังลำไส้ผิดปกติ นำไปสู่อาการปวดท้อง ท้องเสียหรือท้องผูก

ระบบประสาทที่ผนังลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า หรือตัวกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น หลังกินอาหารซึ่งในคนปกติจะกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่ในผู้ป่วยไอบีเอส จะมีการตอบสนองมากกว่ามากผิดปกติ มีการบีบตัวและการเคลื่อนตัวของลำไส้มากขึ้น จนมีอาการปวดท้องและท้องเสีย หรือท้องผูกเป็นต้น นอกจากอาหารแล้วตัวกระตุ้นอื่นที่สำคัญ คือความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนเสริมให้มีอาการมากขึ้น

มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของแกนที่เชื่อมโยงระหว่างประสาทรับความรู้สึก ระบบกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง (Brain-gut axis) โดยเกิดจากความผิดปกติของสารที่ควบคุมการทำงานซึ่งมีหลายชนิดและทำหน้าที่แตกต่างกัน

การวินิจฉัยโรค

โรคไอบีเอสจะได้รับการวินิจฉัยก็ต่อเมื่อแพทย์ได้วินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ หรือหาโรคอื่นที่จะอธิบายว่าเป็นสาเหตุของโรคไม่ได้โดยแพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือดตรวจอุจจาระ ตรวจ X-RAY ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นผลการตรวจร่างการและการสืบค้นต่างๆ อยู่เกณฑ์ปกติ โรคลำไส้ทำงานแปรปรวน เป็นโรคของลำไส้ที่ทำงานผิดปกติไป ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดอาการปวดท้อง (Cramping abdominal plain) ร่วมกับมีอาการท้องเสีย (Diarrhea) หรือ ท้องผูก (Conspipation) โดยที่ตรวจไม่พบพยาธิสภาพที่ลำไส้ เช่นส่องกล้องตรวจลำไส้ จะไม่พบลักษณะของการอักเสบ ไม่มีแผลที่เยื่อบุลำไส้ และไม่พบก้อนเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น

โรคไอบีเอสรักษาหายหรือไม่

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคไอบีเอส จึงยังไม่มียาที่รักษาได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แพทย์มักจะให้การรักษาไปตามอาการ เช่น ให้ยาระบายในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นอาการเด่น หรือให้ยาแก้ท้องเสียถ้ามีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่น ให้ยาต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อช่วยลดอาการปวดท้อง ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ ได้

เลือกอาหารให้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน

“อาหารเบาหวาน” ไม่ใช่อาหารที่มีความพิเศษแตกต่างจากอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวันแต่อย่างไร ดังนั้น ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถรับประทานอาหารได้เหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกชนิดอาหารที่มีคุณภาพ และควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานให้เหมาะสมมากขึ้นสักหน่อย เพื่อที่จะไม่ให้ได้รับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากจนเกิน

เมื่อมาถึงจุดนี้เรามักจะพบเจอประเด็นคำถามเกี่ยวกับกินอย่างไรเมื่อเป็นเบาหวาน มากมายหลายคำถาม วันนี้เรามาดูประเด็น คำถามที่พบได้บ่อยคำถามหนึ่ง คือประเด็นคำถามที่ว่า “อาหารอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น”เพื่อเป็นการตอบคลายข้อสงสัยดังกล่าว เรามาดูกันเลยว่ามีอาหารประเภทใดกันบ้าง

โดยปกติอาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าว-แป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ล้วนมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น แต่ในปริมาณมากน้อยที่แตกต่างกัน และเราพบว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบจะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภท โปรตีน หรือไขมัน ดังนั้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงควรมีการควบคุมปริมาณอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วอาหารอะไรบ้างที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ คำตอบคือคาร์โบไฮเดรตเราพบในอาหารประเภทต่างๆดังต่อไปนี้ คือ ข้าว-แป้ง น้ำตาล ผัก ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น ซึ่งเราไม่พบคาร์โบไฮเดรตในอาหารประเภท เนื้อสัตว์ และไขมัน

อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต

1. น้ำตาล : น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว โดยน้ำตาลจะเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดได้ 100% ในระยะเวลาเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น ซึ่งนั่นคือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างอาหารที่มีน้ำตาลมาก ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำอัดลมทุกประเภท และเยลลี่ เป็นต้น แม้ปัจจุบันมีหลักฐานงานวิจัยอนุญาตให้บริโภคน้ำตาลได้ 10% ของพลังงานที่ควรได้รับใน 1วัน แต่เรายังคงแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคน้ำตาลในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากน้ำตาลให้เพียงพลังงาน ไม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างเช่น วิตามิน แร่ธาตุ หรือใยอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้แล้วการรับประทานอาหารประเภทน้ำตาลทำให้ไม่อิ่ม จึงทำให้เราต้องรับประทานอาหารในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งเพิ่มสูงขึ้น นอกเสียจากในกรณีที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การดื่มน้ำอัดลม สัก 150 ml หรือ กินน้ำตาลก้อนสัก 2 ก้อน สามารถช่วยแก้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

2. อาหารประเภทข้าว-แป้ง : อาหารประเภทข้าว-แป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว และขนมจีน เป็นต้น ข้าว-แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดได้ 90-100% โดยใช้เวลา 30-90 นาที อาหารประเภทข้าว-แป้ง นอกจากมีคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะข้าว-แป้งที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง หรือ ขนมปังโฮลวีท เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ควรงดหรือจำกัดอาหารประเภทข้าว-แป้งมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรรับประทานในปริมาณสัดส่วนที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีอาหารบางชนิดที่จัดอยู่อาหารประเภทข้าว-แป้ง เช่น มันฝรั่ง ข้าวโอ๊ต เม็ดแปะก๊วย เกาลัด แห้ว ฟักทอง และ วุ้นเส้น เป็นต้น มาถึงจุดนี้เมื่อพูดถึงวุ้นเส้น หลายท่านเกิดประเด็นคำถามว่า วุ้นเส้นคือโปรตีน ไม่ใช่หรือ คำตอบคือ วุ้นเส้นคืออาหารประเภทข้าว-แป้ง รับประทานแล้วมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกับการรับประทานข้าวสวย ดังนั้นถ้ารับประทานวุ้นเส้นและอาหารดังกล่าว ควรมีการวางแผนลดปริมาณข้าวในมื้ออาหารนั้นๆ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น

3. ผลไม้ : ผลไม้ทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นไม่ว่าจะรับประทาน ส้ม มะม่วง ฝรั่ง แอปเปิ้ล กล้วย หรือทุเรียน ก็ล้วนมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งสิ้น ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ผลไม้ยังคงอุดมไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานไม่จำเป็นต้องงดรับประทานผลไม้ ขอเพียงแค่จำกัดปริมาณผลไม้ที่รับประทานแต่ละมื้อให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อมื้อ เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลกลาง, ส้ม 1 ผลกลาง, ฝรั่ง 1 ผลเล็ก, กล้วยหอม 1/2 ผล, กล้วยไข่/กล้วยน้ำว้า 1 ลูก, เงาะ/มังคุด 4-5 ผล, แตงโม 10 ชิ้นคำ หรือ ส้มโอ 2 กลีบ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงหรืองดน้ำผลไม้ทุกชนิด ทั้งน้ำผลไม้สำเร็จรูป หรือน้ำผลไม้สดที่คั้นเองกับมือแม้ไม่ได้เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งก็ตามที เพราะอย่าลืมว่าผลไม้ทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรต ในการทำน้ำผลไม้ 1 แก้ว จะต้องใช้ผลไม้สดปริมาณค่อนข้างเยอะ ให้ลองนึกภาพว่าถ้ารับประทานปริมาณผลไม้เหล่านั้นแบบสด จะอิ่มนานแค่ไหน ในขณะที่ถ้ารับประทานในรูปของน้ำผลไม้ใช้เวลาดื่มเร็วมาก ไม่รู้สึกอิ่ม ให้พลังงานที่สูง และในขณะเดียวกันทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกเว้นในกรณีที่มีภาวะน้ำตาในเลือดต่ำ การดื่มน้ำผลไม้สัก 120 ml สามารถช่วยแก้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

4. ผัก : ผักเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณน้อย จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่ช่วยชะลอน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ควรรับประทานผักทุกมื้อ จะรับประทานในรูปของผักสด หรือผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปของน้ำผักปั่น โดยเฉพาะน้ำผักปั่นแยกกาก ทำให้เราไม่ได้รับใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายเลย ทั้งนี้ควรควบคุมปริมาณการบริโภคผักที่มีแป้งสูง เช่น ฟักทอง แครอท มันแกว เมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น ดังนั้นน้ำผักสุขภาพอย่างน้ำแครอท ในผู้ที่เบาหวาน ควรมีการควบคุมปริมาณในการดื่ม

มะเร็งเต้านม โรคร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิง

ทำความรู้จัก มะเร็งเต้านม ( Breast cancer )
“มะเร็งเต้านม” เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในผู้หญิง แนวโน้มคนไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้นทุกปีแต่ยังพบน้อยกว่าประเทศทางตะวันตกมาก โดยหญิงไทยมีอัตราการพบมะเร็งประมาณ 40 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ 100,000 คน ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศตะวันตกพบมะเร็งเต้านมได้มากกว่า 100 คน ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ 100,000 คน ส่วนในผู้ชายก็พบมะเร็งเต้านมได้เช่นกันแต่ไม่บ่อยนัก โดยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยกว่าผู้หญิงเกือบ 100 เท่า

มะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่อยู่ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม เซลล์เหล่านี้มีการแบ่งตัวผิดปกติไม่สามารถควบคุมได้อาจมีการแพร่กระจายไปตามทางเดินน้ำเหลือง ไปสู่ต่อมน้ำเหลือง หรือแพร่กระจายไปสู่อวัยวะที่อยู่ห่างไกลเช่น กระดูก ปอด ตับ เป็นต้น การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกจะช่วยให้การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม

  1. เพศ เพศหญิงมีฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ จึงมีโอกาสป่วยเป็นโรคได้มากกว่าเพศชายแต่ผู้ชายก็สามารถป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน โดยมีอุบัติการณ์ของโรคนี้น้อยกว่าผู้หญิงเกือบ 100 เท่า
  2. อายุ ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  3. มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านม โดยผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นข้างหนึ่งมีความเสี่ยง 3 – 4 เท่า ในการที่จะเกิดก้อนมะเร็งขึ้นที่เต้านมอีกข้าง
  4. ประวัติโรคทางเต้านมในอดีต โรคบางโรคที่มีการเจริญของเซลล์ผิดปกติในเต้านม สามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงหรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งเต้านมได้ในอนาคต เช่น Atypical ductal hyperplasia (ADH) เป็นต้น
  5. มีประวัติการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสฮอร์โมน จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  6. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
  7. การกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม แต่ยีนดังกล่าวก็พบได้เพียงร้อยละ 5 – 10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ดังนั้น หากตรวจยีนดังกล่าวแล้วปกติก็ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมอยู่
  8. การสัมผัสกับฮอร์โมนเอสโตรเจน พบว่าการสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
  9. ประวัติประจำเดือน การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หรือหมดประจำเดือนช้ากว่าอายุ 55 ปี ร่างกายของผู้หญิงจะมีช่วงเวลาสัมผัสกับฮอร์โมนเพศ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนมากขึ้นทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น
  10. การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร ผู้ป่วยที่ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรคนแรกตอนอายุมากกว่า 30 ปี จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันการตั้งครรภ์หลายครั้งและมีบุตรตั้งแต่อายุน้อยสามารถลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมได้ และการให้นมบุตรเป็นเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป ก็อาจจะช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เช่นกัน
  11. ยาคุมกำเนิดและการใช้ฮอร์โมน ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ แต่ความเสี่ยงที่ว่านี้จะหมดไปหากหยุดใช้ยาเกิน 10 ปี
  12. ลักษณะของการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การรับประทานอาการที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การได้รับรังสีในปริมาณสูง ภาวะเครียด

อาการมะเร็งเต้านม
บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม และมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวด (มีเพียงร้อยละ10 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเต้านม) ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีก้อนหนาๆ ในเต้านมหรือใต้แขน
  • บริเวณหัวนมบุ๋ม หรือเต้านมมีรูปร่างผิดไปจากเดิม
  • มีน้ำเหลืองหรือน้ำเลือดไหลออกจากหัวนมหรือมีแผลบริเวณเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผลบริเวณหัวนมและรอบหัวนม
  • เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม
  • อาการปวดบริเวณเต้านม
  • ไม่มีอาการผิดปกติ แต่พบรอยโรคจากการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตร้าซาวด์เต้านม

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมสามารถทำได้ ดังนี้

  1. การซักประวัติและตรวจเต้านมโดยแพทย์เฉพาะทาง
  2. การตรวจทางรังสีวิทยา
    • การตรวจด้วยวิธีแมมโมแกรม (Mammogram) แนะนำให้ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี
    • การตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ ผู้หญิงในทวีปเอเชียส่วนใหญ่จะมีขนาดเต้านมเล็กกว่าผู้หญิงทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกัน และมีเนื้อเต้านมที่แน่นมากกว่าโดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี การทำแมมโมแกรม หรือการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน หรือการตรวจแมมโมแกรมในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี จะช่วยตรวจหาและวัดขนาดสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์หรือถุงน้ำ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ได้ดียิ่งขึ้น
    • MRI จะใช้ในกรณีที่ผลของแมมโมแกรมตรวจพบความผิดปกติ และต้องการตรวจหาเพื่อให้แน่ชัดยิ่งขึ้น

3. การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์

  • การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์ จะทำเมื่อมีการตรวจพบก้อนผิดปกติ (ทั้งจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองหรือการเอกซเรย์) หรือพบการมีแคลเซียมเป็นจุดที่ผิดปกติจากการตรวจเอกซเรย์ ซึ่งแพทย์จะต้องทำการตรวจว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ซึ่งวิธีที่วินิจฉัยได้แม่นยำคือวิธีการนำชิ้นเนื้อออกมาตรวจ ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมจะได้ทำการผ่าตัดและรักษาแบบมะเร็งเต้านมต่อไป

มะเร็งเต้านมรักษาได้
การรักษามะเร็งเต้านม จะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่างๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น

  • ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
  • ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
  • อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
  • กรรมพันธุ์และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
  • ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
  • ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม
วิธีการรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีและเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน มีดังนี้

  1. การรักษาโดยการผ่าตัด
  2. การรักษาโดยการฉายแสง (รังสีรักษา)
  3. การรักษาโดยยาเคมีบำบัด
  4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน
  5. การรักษาโดยยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)