โซเชี่ยวรุมด่าเมื่อมีแม่โพสต์เอาทองคำแช่นมให้ลูกกิน

         ในโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กับ Facebook ของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอนั้นได้มีการโพสต์ข้อความพร้อมกับรูปภาพโดยมีการโพสต์เป็นรูปขวดนมและมีสร้อยคอทองคำอยู่ด้านในขวดนมอีกทั้งยังมีการระบุข้อความด้วยว่าเป็นเคล็ดลับของคนจีนในสมัยโบราณที่อยากจะให้ลูกผิวพรรณดีและมีวาสนาดีจะต้องมีการเอาทองคำไปแช่ในน้ำนมให้ลูกกินทำอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนถึง 3 เดือนก็จะทำให้ลูกวาสนาดีกว่าเด็กทั่วไป

ซึ่งภาพและข้อความดังกล่าวนั้นได้มีการถูกแชร์ออกไปจาก Facebook ของอยากดังเดี๋ยวจัดให้ที่บังเอิญไปเจอข้อความนี้พอดีหลายคนเมื่อได้เห็นข้อความดังกล่าวต่างก็วิจารณ์กันเป็นอย่างมากโดยส่วนใหญ่แล้วมีการสงสารเด็กที่ต้องมาเจอกับแม่ที่มีความคิดแบบนี้หลายคนบอกว่าก่อนที่เอาทองไปใส่ในนมให้ลูกกินนั้นอาจจะทำให้ลูกป่วยก็เป็นได้เพราะว่าอาจจะมีสารปนเปื้อนอยู่ซึ่งที่จริงแล้วคนเป็นแม่น่าจะคิดได้แล้วไม่ควรทำแบบนี้

       อย่างไรก็ตามสำหรับ Facebook ดังกล่าวนั้นเจ้าของ Facebook ที่มีการเอาทองแช่ในนมให้ลูกกินยังไม่มีการออกมาแก้ตัวใดๆซึ่งตอนนี้ยังถูกวิจารณ์จากสังคมออนไลน์อย่างหนักและได้ถูกนำภาพและข้อความดังกล่าวมาแชร์ต่อๆกันเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงพฤติกรรมของแม่ของเด็กที่ไม่มีความคิดอ่านไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของลูกกันเอง

          สำหรับเรื่องราวของความเชื่อนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนซึ่งเราไม่สามารถไปบังคับได้แต่ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของการนำทองคำไปแช่ในอาหารและเอามาให้ลูกกินปกติแล้วความเชื่อนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนซึ่งไม่แน่ว่าอีสานนั้นไปเอาความเชื่อแบบนี้มาจากไหนเพราะถ้าหากเอามาจากประเทศจีนก็ยังไม่เคยมีประชาชนชาวจีนคนไหนที่ออกมาโพสต์เกี่ยวกับความเชื่อแบบนี้หรือทำตามความเชื่อแบบนี้เลยซึ่งในฐานะของคนเป็นพ่อเป็นแม่ควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเป็นหลักเพราะอย่างที่ชาวโซเชียลพูดกันก็คือในทองคำนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นทองคำบริสุทธิ์แต่ก็ผ่านการจับ

ซึ่งอาจจะมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่ติดกับทองคำก็ได้ก่อนที่จะใส่ลงในขวดนมลูกอย่างนั้นทางที่ดีที่สุดเราไม่ควรนำอะไรแปลกปลอมไปให้ลูกกินเพราะเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้นยังภายในไม่แข็งแรง  ดังนั้น ระบบลำไส้ต่างๆยังไม่ปรับตัวดี ทำให้ท้องและลำไส้อาจมีปัญหาได้ ดังนั้นเราควรระวังระวังเรื่องอาหารของเด็กแรกเกิดให้มาก 

 

สนับสนุนโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1

คุณหมอถูกหลอกให้ซื้อตะเกียงราคา 2.9 ล้านบาทอ้างเป็นตะเกียงวิเศษ

         มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในรัฐอุตตรประเทศเดินรัฐนี้จะมีพื้นที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีการรายงานข่าวออกมาเมื่อวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายนปีพศ2563     โดยตามรายงานข่าวระบุว่าได้มีคุณหมอท่านหนึ่งถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวง  โดยทั้งคู่นั้นได้มีการหลอกให้คุณหมอนั้นซื้อตะเกียงวิเศษหรือที่รู้จักกันในนามตะเกียงจินนี่  ดูคุณหมอเสียเงินค่าโง่ในครั้งนี้สูงถึง 2.9 ล้านบาท

          สำหรับทำรายงานข่าวนั้นระบุว่า  คนเราทั้งสองคนนั้นได้เดินทางมาพบกับคุณหมอพร้อมทั้งนำตะเกียงมาให้คุณหมอดูโดยระบุว่าตะเกียงนี้เป็นตะเกียงวิเศษ   ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตะเกียงในภาพยนตร์เรื่องอาลาดิน  ทั้งนี้นักต้มตุ๋นทั้งสองคนนั้นยังได้มีการทำเจนี่ปลอมขึ้นมา   และมาแสดงให้คุณหมอได้ดูเพื่อที่คุณหมอจะได้เชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง  เป็นคุณหมอคนดังกล่าวตัดสินใจยอมจ่ายเงินสูงถึง 7 ล้านรูปีเพื่อซื้อตะเกียงวิเศษใบนี้

             และหลังจากที่คุณหมอจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยและได้ตะเกียงมาแล้วคุณหมอจึงได้รู้ว่าตนเองนั้นถูกหรอกเพราะตะเกียงนี้ไม่ว่าจะขอพรไปกี่รอบก็ไม่สามารถเรียกให้ยักษ์ออกมาได้หลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าตนเองนั้นถูกนักต้มตุ๋นหลอกลวงจึงได้เดินทางเข้าไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยมีการลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อวันที่ 25 เดือนตุลาคมปีพ. ศ. 2563

           หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายละเอียดกับคุณหมอแล้วจึงได้มีการจัดกลุ่มนักต้มตุ๋นได้ในที่สุดซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระยะเวลาถึงแค่วันที่ 29 เดือนตุลาคมพ.ศ 2555 ที่จะจับกุมคนร้ายมาได้   อย่างไรก็ตามเรื่องราวในครั้งนี้ได้มีการถูกเผยแพร่ออกไปและมีคนจำนวนมากต่างก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาเองก็ถูกนักต้มตุ๋นกลุ่มนี้หลอกลวงเช่นเดียวกัน  ซึ่งมูลค่าความเสียหายนั้นหลายล้านบาทเลยทีเดียว 

           หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้สามารถขยายผลจับกุมภรรยาของคนร้ายเพิ่มด้วยเนื่องจากว่ามีเอี่ยวในการก่อเหตุต้มตุนในครั้งนี้   

            สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายๆคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของพวกไสยศาสตร์หรือไสยเวทย์ต่างๆว่าอันที่จริงแล้วในปัจจุบันเทคโนโลยีของโลกนั้นก้าวหน้าไปไกลแล้วดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องของไสยเวทย์หรือไสยศาสตร์ในปัจจุบันนี้จึงแทบจะไม่มีอยู่จริงเพราะสามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่ที่เราเคยเห็นนั้นก็เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นแต่ก็ยังมีหลายๆคนนั้นที่ยังคงเหลือเชื่ออยู่ดังนั้นบทเรียนในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นคติเตือนใจให้กับทุกคนให้ใช้ชีวิตบนความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่มุ่งเน้นไปทางไสยศาสตร์ไม่งั้นก็จะถูกเป็นต้มตุ๋นหลอกเอาเงินไปเหมือนกับเคสนี้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บหวยออนไลน์อันดับ1